Search

เผยเงื่อนไขซับซ้อนซ่อนเงื่อนทำให้จ้างงานแรงงานในค่ายผู้ลี้ภัยไม่ประสบผล-กลายเป็นช่องทางให้นายหน้าหากิน-แนะรัฐอบรม/เตรียมความพร้อม/สอนภาษาไทย

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 นายทนงศักดิ์ ม่อนดอก ผู้แทนสมาคมต้านการค้ามนุษย์สากล เปิดเผยภายหลังการนำผู้หนีภัยการสู้รบจำนวน 5 คน จากศูนย์พักพิงชั่วคราวแม่ลามาหลวง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปดำเนินการขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตทำงาน ณ ที่ว่าการอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอนเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการนำผู้หนีภัยการสู้รบออกมาทำงานนอกพื้นที่ศูนย์พักพิงตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 มีทั้งเรื่องการเข้าถึงนายจ้าง ภาระค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงต่อการถูกแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน

นายทนงศักดิ์กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ข่าวสารเกี่ยวกับการร่วมมือระหว่างองค์กร UNHCR (สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ)และรัฐบาลไทย ได้สร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ที่อยู่อาศัยในศูนย์พักพิงชั่วคราวทั้ง 9 แห่งตามแนวชายแดนไทย-พม่า ด้วยการอนุญาตให้พวกเขาสามารถออกมาขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวและทำงานนอกค่ายได้ตามกฎหมาย ทว่าในทางปฏิบัติจริง กระบวนการกลับไม่ได้ง่าย โดยเงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ แรงงานจะออกมาทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีนายจ้างเข้ามารับรองและนำพาออกมาเท่านั้น หากไม่มีนายจ้างและหนังสือรับรองจากทางอำเภอก็ไม่สามารถออกให้ได้

ผู้แทนสมาคมต้านการค้ามนุษย์สากล กล่าวว่าปัญหาคือ ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่อยู่ในค่ายมานานนับสิบๆ ปี ไม่มีเครือข่ายรู้จักผู้ประกอบการภายนอก ส่วนผู้ที่รู้จักค่ายพักพิงมักเป็นเพียงเกษตรกรหรือนักธุรกิจในพื้นที่ชายแดนใกล้เคียง เช่น ผู้ประกอบการในอำเภอสบเมย เท่านั้น แต่ผู้ประกอบการในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่หรือกรุงเทพ ที่ต้องการแรงงานจริง กลับไม่สามารถเข้าถึงแรงงานกลุ่มนี้ได้เลย ทำให้แรงงานนับร้อยนับพันคนยังคงต้องติดค้างอยู่ภายในค่ายเช่นเดิม

“เมื่อมีนายจ้างยื่นคำร้องและตกลงนำแรงงานออกมา กระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนก็เริ่มต้นขึ้น ประกอบด้วยหลายขั้นตอนหลัก ได้แก่ นายจ้างต้องแจ้งชื่อ ที่อยู่อาศัย และส่งเรื่องขออนุมัติ แรงงานต้องเดินทางไปรายงานตัว ตรวจสุขภาพ และทำประกันสุขภาพที่โรงพยาบาลในพื้นที่ การยื่นเอกสารและขึ้นทะเบียนที่สำนักงานแรงงานจังหวัด ประเด็นสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ได้รับการสนับสนุนจาก UNHCR หรือรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจสุขภาพ ค่าประกันสุขภาพ ค่าเดินทาง หรือค่าดำเนินการทางเอกสาร ซึ่งรวมกันแล้วสูงถึง 5,000–6,000 บาทต่อคน นายจ้างหรือตัวแรงงานเองต้องเป็นผู้ออกทั้งหมด นอกจากนี้”นายทนงศักดิ์ กล่าว

นายทนงศักดิ์กล่าวว่า ปัญหาด้านภาษาก็เป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะแรงงานประมาณ 80% ไม่สามารถพูดหรืออ่านภาษาไทยได้เลยเพราะในอดีตรัฐบาลไม่อนุญาตให้สอนภาษาไทยในศูนย์พักพิงฯ ดังนั้นการดำเนินงานในสถานพยาบาลหรือหน่วยงานราชการจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก หากไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ใช้ภาษาชาติพันธุ์หรือจิตอาสาคอยช่วยเหลือ

ผู้แทนสมาคมต้านการค้ามนุษย์สากล นายทนงศักดิ์กล่าวว่า จากสภาวะที่ผู้ลี้ภัยต้องการออกมาข้างนอกแต่ไร้นายจ้าง ได้เปิดช่องให้เกิดรูปแบบความเสี่ยงและการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบมาพากล เช่น แรงงานยอมจ่ายเงิน 1,000–5,000 บาท ให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อเซ็นชื่อเป็นนายจ้างหลอกๆ ให้ตนได้สิทธิ์ออกมาพักผ่อน เช่าบ้าน หรืออยู่อาศัยอยู่ข้างนอกค่าย หรือนายหน้าเข้ามาดำเนินการทำเอกสารให้เสร็จสรรพ แล้วนำแรงงานไปส่งต่อให้แก่โรงงาน ร้านอาหาร หรือธุรกิจก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยเก็บค่าหัวคิว และยังมีปัญหาประเภทงานที่ไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในทะเบียน พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกกดขี่แรงงาน และการตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐและองค์การระหว่างประเทศยังขาดกลไกการกำกับดูแลที่เป็นตัวกลางอย่างแท้จริง

ผู้แทนสมาคมต้านการค้ามนุษย์สากลเสนอทางออกว่า ในเมื่อผู้ลี้ภัยจำนวนมากเกิด เติบโต และอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงมานานกว่า 30–40 ปี พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานในระบบเศรษฐกิจภายนอก ไม่ว่าจะเป็นงานเกษตร ร้านอาหาร หรือก่อสร้าง ดังนั้นการปล่อยให้พวกเขาออกสู่ตลาดแรงงานโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมจึงสร้างปัญหาตามมามากมาย สิ่งที่ควรพิจารณาเพื่อให้การบังคับใช้นโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทย และUNHCR โดย สำรวจความสนใจและทักษะของผู้ลี้ภัยตั้งแต่ภายในค่าย แยกตามประเภทงาน เช่น เกษตรกรรม ประมง ปศุสัตว์ ก่อสร้าง หรือบริการ

“ควรจัดคอร์สอบรมภาษาไทยพื้นฐาน ความรู้ด้านความปลอดภัยในการทำงาน และทักษะอาชีพเฉพาะทางก่อนที่จะอนุญาตให้ออกมา รวมทั้งนายจ้างที่ต้องการแรงงานประเภทใด ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มแรงงานที่ผ่านการอบรมในหมวดหมู่นั้นๆ ได้โดยตรงผ่านระบบข้อมูลที่เป็นศูนย์กลาง ลดการพึ่งพานายหน้าผิดกฎหมาย”นายทนงศักดิ์ กล่าว