Search

เตือนรัฐไทยเสียอธิปไตยจัดการแรงงานข้ามชาติหลังเปิดช่องให้รัฐบาลมินอ่องหล่ายส่งคนเข้ามาพิสูจน์สัญชาติ/จัดเก็บภาษี/ควบคุมเส้นทางการเงินชาวพม่าในไทย-แฉพิรุธออกกลไกซับซ้อนเอื้อทุจริตเรียก “หัวคิว”-เครือข่ายแรงงานแนะยกเลิกศูนย์ CI -ใช้บัตรชมพูแทน

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานประเทศไทย Thailand Migration Reform (TMR) เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียอำนาจในการจัดการแรงงานในประเทศ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากอาชญากรรมข้ามชาติจากโยบายความร่วมมือทางด้านแรงงานกับทางการเมียนมา เนื่องจาก 1. การลดทอนอำนาจอธิปไตยและการสูญเสียประโยชน์ของประเทศไทย เพราะการดำเนินนโยบายบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติร่วมกับทางการเมียนมา ซึ่งเปิดช่องให้ประเทศต้นทางเข้ามาดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ จัดเก็บภาษี และควบคุมพฤติกรรมทางการเงินของพลเมืองตนเองบนผืนแผ่นดินไทย ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญกับการสูญเสียอำนาจอธิปไตย ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเผชิญความเสี่ยงด้านอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน

 

“การสร้างสิทธินอกอาณาเขตโดยรัฐต่างประเทศที่ยินยอมให้ทางการเมียนมาเข้ามาตั้งกระบวนการออกเอกสาร เก็บภาษี และควบคุมเส้นทางการเงินของพลเมืองตนเองในประเทศไทย ทำให้เกิดภาพเสมือนว่ารัฐต่างประเทศเข้ามาใช้อำนาจรัฐเหนืออธิปไตยของไทย การสูญเสียอำนาจการจัดการเบ็ดเสร็จ โดยที่ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้รับ (Host Country) สูญเสียอำนาจในการเป็นผู้กำหนดและควบคุมระบบภาษี ตลอดจนระเบียบข้อบังคับให้อยู่ใต้กฎหมายไทยอย่างเด็ดขาด กลายเป็นการเปิดทางให้กลไกของรัฐต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการภายในประเทศ” นายศิววงศ์ กล่าว

ผู้ประสานงาน TMR กล่าวว่าไทยสูญเสียประโยชน์จากการคัดกรองแรงงานด้วยกลไกของตนเองอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ เงินได้และเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาลที่ควรจะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศไทย กลับถูกบังคับดึงออกนอกประเทศผ่านเงื่อนไขการส่งเงินกลับประเทศ

นายศิววงศ์กล่าวว่า 2. ช่องโหว่สู่การทุจริตและอาชญากรรมข้ามชาติ (บทเรียนเทียบเคียงกรณีแรงงานกัมพูชา) เนื่องจากเงื่อนไขทางราชการที่ซับซ้อน ขาดความโปร่งใส และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เปิดทางให้เกิดเครือข่ายทุจริตข้ามชาติ ซึ่งมีรูปแบบปัญหาที่สอดคล้องกับคดีทุจริตเรียกรับเงินแรงงานกัมพูชาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)  โดยเริ่มต้นจากขั้นตอนที่ยุ่งยาก กระบวนการที่ซับซ้อน เช่น การยื่นบัญชีรายชื่อ(Name List) หรือการตรวจสอบหลักฐานการโอนเงินที่เข้าถึงยาก สร้างภาระหนักให้แก่นายจ้างและแรงงานที่ต้องการทำเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้เกิดเครือข่ายรีดหัวคิวและบัญชีม้า จากการรวมตัวของบริษัทจัดหางานและผู้มีอิทธิพลเพื่อเรียกเก็บ “ค่าหัวคิว” หรือค่าใช้จ่ายส่วนต่างนอกเหนือจากอัตราปกติ (เช่น กรณีเรียกเก็บเงินค่าอนุมัติเพิ่มหัวละ 2,500 – 2,800 บาท) โดยเงินส่วนต่างมูลค่าหลายร้อยล้านบาทถูกกระจายผ่านบัญชีม้า

นายศิววงศ์กล่าวว่า ความผิดฐานอาชญากรรมข้ามชาติ ผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า เงินที่รีดไถถูกโอนข้ามประเทศไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐต่างประเทศและวนกลับเข้ามาในประเทศไทย นำไปสู่การตรวจค้น การอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 111 ล้านบาท และการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นอั้งยี่ ฟอกเงิน และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

“คำถามสำคัญคือ การอนุญาตให้ทางการเมียนมาเข้ามาดำเนินการในลักษณะนี้ ทำให้ประเทศไทย เสียประโยชน์จากการคัดกรองคน สูญเสียเงินที่ควรหมุนเวียนในประเทศกลับออกไปนอกประเทศ และเปิดช่องโหว่ให้เกิดขบวนการทุจริตข้ามชาติ ในท้ายที่สุดแล้ว สังคมและประชาชนไทยคือผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนความเสียหายทั้งหมด ขณะที่ทางการเมียนมาและเครือข่ายทุจริตข้ามชาติกลับเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์เต็มที่ มาตรการบังคับที่ขาดความยืดหยุ่นเช่นนี้ จึงไม่เพียงทำให้ไทยสูญเสียอำนาจในการบริหารจัดการแรงงาน แต่ยังซ้ำรอยความเสี่ยงเดิมที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างรุนแรง”นายศิววงศ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เครือข่ายแรงงานพม่าในประเทศไทยในนาม Bright Future ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร โดยเนื้อหาในหนังสือได้สะท้อนปัญหาแรงงานพม่าในไทยดังนี้ 1. เกิดวงจรเรียกรับค่าหัวคิวและนายหน้าผิดกฎหมาย โดยแรงงานจำนวนมากจำเป็นต้องจ่าย “ค่าสมัครงาน” หรือค่าหัวคิวเพื่อแลกกับการมีงานทำ ตั้งแต่ 5.000 บาทขึ้นไป โดยมีกรณีศึกษาในพื้นที่บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งเรียกเก็บค่าสมัครงานแรงงาน 11 คนๆละ 5,500-8,000 บาท รวมถึงกรณีในพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จำนวน 4 ค นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย เช่น คดีล่วงละเมิดทางเพศในเขต สน.ท่าข้าม ที่มีหมายจับยาวนานกว่า 4 ปี แต่ยังไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้

2. ผลประโยชน์ทับซ้อนและกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ (ศูนย์ CI) พบการสมรู้ร่วมคิดและการเรียกรับผลประโยชน์ผ่านศูนย์รับรองสถานะบุคคล (CI) มีการเก็บค่าหัวคิวในขั้นตอนการจัดทำเอกสาร ทำให้ต้นทุนของแรงงานสูงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต่อการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ

3.ภาระทางเอกสารและมาตรการกดขี่ข้ามพรมแดน กระบวนการต่ออายุหนังสือเดินทาง (Passport) มีความซับซ้อน แรงงานไม่สามารถต่ออายุได้อย่างสะดวก จนต้องพึ่งพานายหน้า อีกทั้งยังมีมาตรการบังคับทำสมาร์ตการ์ด และการบังคับหักรายได้ร้อยละ 25 ส่งกลับประเทศ ผ่านธนาคารภายใต้การกำกับของรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งนอกจากจะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำแล้ว ครอบครัวยังได้รับเงินไม่ครบถ้วน รวมถึงความกังวลว่าเงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในความรุนแรงต่อพลเรือน 

4.การเข้าไม่ถึงสิทธิขันพื้นฐานและการคุ้มครองทางสังคมแรงงานจำนวนมาก ยังขาดความเข้าใจเรื่องสิทธิแรงงาน มักถูกหลอกลวงเรื่องการหักเงินสมทบประกันสังคม แต่ไม่ได้นำส่งจริง ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า 

“ขอเรียกร้องให้ปราบปรามขบวนการนายหน้าเถื่อน และตรวจสอบการเรียกเก็บเงินกินหัวคิว/ค่าสมัครงานอย่างจริงจัง ทบทวนหรือยกเลิกการดำเนินงานของศูนย์ CI โดยให้ใช้เอกสารรับรองที่ออกโดยทางการไทย เช่น บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรชมพู เป็นเอกสารหลักเพียงใบเดียว เพื่อลดขันตอนการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานอย่างแท้จริง”หนังสือของเครือข่ายแรงงานพม่า ระบุ

—————–