เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 นายพีระเมศร์ ตื้อตันสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทสจ.)แม่ฮ่องสอน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ได้ไปลงพื้นที่หมู่บ้านทียาเพอ อ.สบเมย พร้อมกับอุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และคณะ เพื่อชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นกรณีที่ชาวบ้านทิยาคัดค้านที่บริษัทเอกชนเตรียมเดินหน้าทำเหมืองแร่วุลแฟรมและซีไลต์ ในพื้นที่กว่า 208 ไร่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งขวา ว่าการหารือยังไม่ได้ข้อยุติเพราะชาวบ้านยังคัดค้าน โดยในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ คณะทำงานทางวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำและการปนเปื้อนสารเคมีอีกครั้ง เนื่องจากข้อมูลการตรวจวัดที่ผ่านมายังมีคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ
“การตรวจสอบครั้งนี้จะเน้นกระบวนการที่โปร่งใส ตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างน้ำและการใช้เครื่องมือร่วมกัน พร้อมทั้งลงพื้นที่เก็บตัวอย่างพร้อมกันทุกฝ่าย ทางแกนนำชาวบ้านอยากให้ลงพื้นที่กันอีกครั้งหนึ่ง เพราะครั้งที่แล้วมีเพียงชาวบ้านทียาเพอ วันที่ 29 ตุลาคมนี้ก็จะมีชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นทั้งหมดได้ร่วมรับฟังด้วย” นายพีระเมศร์ กล่าว
เมื่อถามถึงสถานะของบริษัทเอกชนที่เข้ามาดำเนินการซึ่งรับช่วงต่อจากเจ้าของเดิมมีปัญหาเรื่องใดหรือไม่ ผอ.ทสจ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่าในแง่กฎหมายเมื่อประทานบัตรยังไม่หมดอายุ ผู้ประกอบการยังคงมีสิทธิเข้าไปทำเหมืองแร่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมายังติดขัดเรื่องเส้นทางลำเลียงแร่ที่ต้องผ่านป่าสงวนแห่งชาติน้ำยวมฝั่งขวา ขณะนี้ผู้ประกอบการได้ขออนุญาตหรือยัง นายพีระเมศร์กล่าวว่า ตนได้เข้าไปร่วมพิจารณากับหน่วยงานในพื้นที่และได้อนุมัติให้ใช้เส้นทางเรียงร้อยแล้วตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น มีการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เป็นเส้นทางเก่าหรือไม่ หรือมีการตัดต้นไม้หรือไม่ โดยจะต้องไม่ไปรบกวนธรรมชาติหรือเป็นเส้นทางที่มีการใช้อยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าเส้นทางขนแร่ผ่านป่าสงวนจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมหรือไม่ นายพีระเมศร์กล่าวว่า ในเบื้องต้นไม่น่าจะส่งผลอะไร และการดำเนินการก็มีการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
เมื่อถามว่าชาวบ้านออกมาคัดค้านต้องจัดรับฟังใหม่หรือไม่ ผอ.ทสจ.แม่ฮ่องสอนกล่าวว่า จริงๆแล้วไม่ต้องเพราะทางผู้ประกอบการยังมีสิทธิ์อยู่ เพียงแต่ที่ไปรับฟังเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมาเพราะอยากฟังข้อขัดข้องต่างๆและต้องการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร ซึ่งคงต้องเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่ต้องเข้าไปชี้แจงกับชาวบ้าน ถ้าประชาชนไม่ยอมจริงๆก็ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการจะพิจารณา
“บางทีหากเขาถูกต่อต้านมาก เขาอาจจะไม่ทำเลยก็ได้ ซึ่งขณะนี้ผู้ประการยังไม่ได้เริ่มเข้าไปดำเนินการเลย แต่เมื่อมีความเป็นห่วงเรื่องผลกระทบน้ำปนเปื้อน เขาบอกว่าสารปนเปื้อนสูงเกิน 15-16 เท่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆก็คงอยู่กันไม่แล้ว ” นายพีระเมศร์ กล่าว
ผอ.ทสจ.แม่ฮ่องสอน กล่าวอีกว่า กองทุนสิ่งแวดล้อมและกองทุนดูแลสุขภาพที่มีวงเงินอยู่ราว 3 ล้านบาทเศษ นำมาใช้ประโยชน์ได้ เป็นไปตามเงื่อนไขการออกประทานบัตร แต่ถ้าหากไม่ได้มีการดำเนินการทำเหมืองก็จะไม่สามารถนำออกมาใช้ได้
“ข้อเท็จจริงคือมันพรุนไปหมด ชาวบ้านเข้าไปลักลอบขุด ส่วนผู้ประกอบการที่เพิ่งจะมาทำเหมืองปีสุดท้ายคุ้มหรือไม่นั้น ผมไม่รู้ ถ้าเป็นเราก็ไม่ทำหรอก” นายพีระเมศร์ กล่าว
ด้าน น.ส.กาญจนา ทัพป้อม อุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า เงื่อนไขของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ เมื่อผู้ประกอบการจะทำการเปิดเหมือง ต้องเข้าไปขุดบ่อเพื่อที่จะใช้ในการล้างและแต่งแร่ไม่ให้น้ำที่เกิดจากกระบวนการนี้ไหลออกไปนอกชุมชน แล้วต้องทำคันดินกั้นรอบบ่อให้ปลอดภัยตามข้อกำหนดทาง EIA
“แต่ตอนนี้ทางผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าได้ เนื่องจากว่าชาวบ้านไม่ยินยอม เพราะฉะนั้นเงื่อนไข 2 ข้อนี้ถ้าผู้ประกอบการทำไม่ได้ ก็เปิดเหมืองไม่ได้” น.ส.กาญจนา กล่าว
เมื่อถามว่า ผู้ประกอบการจะเข้าไปทำเหมืองในปีสุดท้ายของประทานบัตรคุ้มค่าหรือไม่ สอจ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่าก็คงไม่คุ้มค่า แต่เนื่องจากที่หยุดไปเพราะที่ผ่านมาแร่มูลค่าต่ำ แต่ขณะนี้เป็นแร่มูลค่าเริ่มสูง ผู้ประกอบการเป็นนักลงทุนคงจะพิจารณาแล้ว
“ในการที่บริษัทมาดำเนินการช่วงนี้ เหมือนกับว่าถ้าเขาเข้ามาดำเนินการได้ เขาก็สามารถที่จะไปยื่นขอต่อใบอนุญาตประทานบัตรได้อีก 10 ปี แต่ว่าเงื่อนไขของการขอต่ออายุประทานบัตรตัวใหม่ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.แร่ ปี2560 แต่การขออนุญาตเดิมนั้น ยังเป็นกฎหมายแร่ฉบับเก่า” น.ส.กาญจนา กล่าว
อุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวอีกว่า ข้อกังวลของชาวบ้านที่พบสารปนเปื้อนตรวจวัดแล้วมีสารหนู ซึ่งบริษัทยังไม่ได้เข้าไปประกอบกิจการ มีข้อที่ขัดแย้งกันอยู่ เพราะทางชาวบ้านก็จะมีหน่วยงานด้านวิจัยเข้ามาตรวจสุขภาพ ตรวจคุณภาพน้ำ แต่ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และ ทสจ.ก็เก็บตัวอย่างไปซึ่งผลการตรวจของ สสจ. ยังไม่ออก ก็เลยนัดกันอีกทีวันที่ 29 ตุลาคมนี้
นายสุพรรณ คีรีมาศผดุง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทียาเพอ ต.สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวถึงสาเหตุที่ชาวบ้านทียาเพอคัดค้านการทำเหมืองแร่ เนื่องจากพื้นที่ประทานบัตรติดกับลำน้ำธรรมชาติที่ใช้อุปโภค บริโภค และทำการเกษตร ถ้ามีเหมืองก็จะทำให้น้ำขุ่นตลอดเวลา และล่าสุดทีมนักวิจัยได้ลงพื้นที่และตรวจพบว่าน้ำในลำห้วยที่ไหลมาจากเหมืองแร่เก่ามีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน 15-16 เท่า ทำให้ขณะนี้ชุมชนต้องร่วมกันย้ายระบบประปาภูเขาไปยังแหล่งน้ำแห่งใหม่
“เมื่อก่อนหมู่บ้านทียาเพอเคยมีเหมืองมาแล้ว ส่งผลให้ชาวบ้านนำน้ำมาทำนาแต่ข้าวไม่ได้ผลผลิต ข้าวไม่ออกรวง จนเราต้องย้ายหมู่บ้าน ถ้ามีเหมืองแร่กลับมาอีก เดี๋ยวนี้เราอพยพหนีไม่ได้แล้วเพราะไม่มีที่จะไป และเราได้สร้างบ้านเป็นหลังมั่นคง มีชาวบ้านทั้งหมด 259 คน พวกเราไม่เอาเหมืองทั้งหมู่บ้าน” นายสุพรรณ กล่าว
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กล่าวอีกว่า บ้านทียาเพอได้เริ่มทำโครงการหมู่บ้านท่องเที่ยว เป็นปีที่ 2 แล้ว จุดขายคือทะเลหมอก และมีโฮมสเตย์ทียาเพอ ถ้ามีเหมืองแร่และรถขนแร่วิ่งเข้า-ออก ทำให้ไม่สะดวกและดูแล้วไม่งามกระทบกับการคมนาคม ส่วนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็น่าจะหายไป เหมืองจะทำให้ลำน้ำมีสารปนเปื้อน
