Search

นักวิชาการชี้ “หายนะ”แม่น้ำโขงเริ่มต้นขึ้นแล้วหลังคพ.ตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินมาตรฐานซ้ำ 4 จังหวัดอีสานบน-เชื่อแหล่งปล่อยสารพิษคนละแหล่งกับภาคเหนือ-ชาวเชียงคานจี้หน่วยงานรัฐเร่งรับมือ/เผยทุกวันนี้ยังไม่มีการแจ้งข่าวเตือนใดๆ

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จ.อุดรธานี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมควบคุมมลพิษ(คพ.)เปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงของเดือนสิงหาคมและกันยายนที่ผ่านมาซึ่งพบว่ามีสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานทุกจังหวัดริมแม่น้ำโขงในภาคอีสานตอนบนซึ่งประกอบด้วย จ.เลย,หนองคาย,บึงกาฬ และนครพนม ว่ารู้สึกแปลกใจเนื่องจากเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้านลุ่มน้ำโขงยังไม่ได้หยุดกิจการ แถมยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้มีมาตรการควบคุมกำกับดูแลอะไรของหน่วยงานรัฐในประเทศนั้น ๆ ที่จะเข้มงวด หรือสั่งการอะไรกับเหมืองให้ดำเนินการตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล

“ยิ่งเป็นเหมืองเถื่อนในพื้นที่เขตอิทธิพลของบรรดากลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมาตรฐานในการจัดการของเสียที่ดี ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าสถานการณ์มลพิษในแม่น้ำโขงจะไม่มีทางดีขึ้น และอาจจะรุนแรงมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งของปีนี้ที่น้ำในแม่น้ำโขงมีปริมาณน้อยลง และปริมาณของเสียจากเหมืองแร่ยังมีปริมาณมากเช่นเดิม ก็จะทำให้มลพิษจากพวกกากตะกอนและโลหะหนักต่าง ๆ มีความเข้มข้นสูงขึ้น”นายสันติภาพ กล่าว

อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวว่ามีเหมืองแร่หายากจำนวนมากในลุ่มน้ำโขง และแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในเขตรอยต่อรัฐฉาน จีน ลาว รวมถึงในพื้นที่ต้นน้ำแม่สาย แม่กก ในรัฐฉานที่ไหลลงแม่น้ำโขง ในลาวมีกว่า 70 เหมือง เป็นเหมืองใหม่ เกือบ 40 เหมือง บริเวณแม่น้ำเงี้ยบ น้ำหินบูน น้ำกระดิ่ง (ตรงข้ามกับจังหวัดบึงกาฬ) น้ำคานและน้ำอู ทางเมืองหลวงพระบาง แม่น้ำเซซานในเขมร รวม ๆ แล้วในลุ่มน้ำโขงที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและอีสาน อาจจะมากกว่า 800 เหมือง

“แม่น้ำโขงทั้งสายได้วิกฤติไปแล้ว และยังไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันว่าจะหยุดยั้ง หรือฟื้นฟูได้ นอกจากนี้ ยังมีเรือขุดแร่ทองคำกลางแม่น้ำโขงอีก ทั้งหมดคงจะสามารถเรียกได้ว่า หายนะ ได้เริ่มขึ้นแล้ว”นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์วิกฤตแม่น้ำโขงที่กำลังเกิดขึ้นมีข้อเสนอแนะอย่างไรบ้าง นายสันติภาพกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะมีการตรวจวัดโลหะหนักในดินตะกอน และในสิ่งมีชีวิตที่ประชาชนต้องบริโภคด้วย เช่น พวกหอย กุ้ง ปลาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่หากินอยู่ท้องน้ำบริเวณหน้าดิน ซึ่งหลายชนิดไม่ค่อยเคลื่อนย้ายจากแหล่งอาศัย ก็จะมีโอกาสได้รับมลพิษสะสมมากกว่าชนิดอื่น หากเป็นส่วนที่เป็นเลือด เครื่องใน ก็จะมีสารพิษสะสมมากกว่าเนื้อ รวมทั้งสัตว์ผู้ล่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เป็นอาหาร สารพิษก็จะเคลื่อนย้ายจากอาหารที่สัตว์กินมาสะสมในสัตว์ดังกล่าวตามห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะประมาทหรือชะล่าใจ และต้องเร่งแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง หากพบความผิดปกติของระดับสารพิษเกินมาตรฐานในสัตว์ที่นิยมบริโภค โดยเฉพาะจำพวก ปลา

“รัฐบาลไทยจึงต้องมีการทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ ในการเจรจาหามาตรการควบคุมป้องกันการทำเหมืองแร่ที่ไร้มาตรฐานขาดความรับผิดชอบในประเทศต้นทางผ่านกลไกระหว่างรัฐ หรืออาเซียน และในข้อตกลง GMS (Greater Mekong Subregion) ความร่วมมือ 9 สาขา มีกรอบความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาสิ่งแวดล้อมอยู่ด้วย ประเทศสมาชิกก็มีทั้ง ไทย จีน ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา แต่ทำไมไม่ช่วยกันแก้ปัญหานี้ เพราะเกิดผลกระทบข้ามพรมแดนแล้ว และส่งผลเสียหายต่อคุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชนในภูมิภาคทุกประเทศลุ่มน้ำโขง แม้แต่การใช้น้ำจากแม่น้ำโขงเพื่อการผลิตประปานับร้อยแห่งตลอดลำน้ำโขงของไทยก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง และเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง”นายสันติภาพ กล่าว

ด้านนายชาญณรงค์ วงศ์ลา ผู้ก่อตั้งกลุ่มรักษ์เชียงคาน จ.เลย กล่าวว่า การที่น้ำในแม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านเชียงคานมีสารโลหะปนเปื้อนสูง ตนเชื่อว่ามาจากการทำเหมืองแร่บริเวณต้นแม่น้ำในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามกับ อ.เชียงคาน ตั้งแต่พื้นที่ใต้เมืองหลวงพระบางลงมา เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีการทำเหมืองกันมาก อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ แม้กรมควบคุมมลพิษ(คพ.)จะประกาศผลการตรวจออกมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานราชการแจ้งเตือนใดๆ แม้ก่อนหน้าเมื่อเดือนเมษายนเคยพบปลาแค้เป็นตุ่ม แต่เรื่องก็เงียบหายไป

“จริงๆแล้ว ทุกวันนี้ชาวประมงมากระซิบบอกว่า ยังเจอปลาแค้เป็นตุ่มอยู่เรื่อยๆ แต่เขาไม่บอกใครเพราะไม่อยากให้เป็นข่าว แต่ลึกๆแล้วทุกคนต่างรู้สึกกังวลใจ เพราะกลัวว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นเดียวกับภาคเหนือตอนนี้เรายังกินปลากันปกติ แต่บางคนระแวงมากขึ้น ไม่กินพวกเครื่องใน แต่หน่วยงานรัฐก็ไม่ได้ออกคำเตือนอะไร แม้แต่คพ.ก็ยังไม่ได้บอกเลยว่า เมื่อเกินแล้วทำอย่างไรต่อ ทำให้ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะหาแนวทางป้องกันอย่างไร สำหรับผมแล้ว ไม่ว่าจะเจอมากหรือน้อย ก็น่าจะมีการหารือร่วมกันเพื่อการรับมือ”นายชาญณรงค์ กล่าว

นายชาญณรงค์กล่าวว่า ในส่วนของน้ำประปาซึ่งตลอดแนวริมแม่น้ำโขงได้ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำโขงผลิตประปานั้น ที่ผ่านมาก็พยายามถามการประปาที่รับผิดชอบ และมักได้รับคำตอบว่าผลตรวจออกมาแล้วยังมีค่าที่ปลอดภัย แต่เขากลับไม่ยอมเปิดเผยผลตรวจ ทำให้ชาวบ้านบ้านไม่มีข้อมูลใดๆ ขณะที่เกษตรริมแม่น้ำโขงก็ยังทำกันเป็นปกติ โดยในฤดูหนาวนี้เกษตรกรก็เตรียมปลูกพืชริมแม่น้ำโขงเหมือนที่เคยทำมา

“อยากเสนอให้มีชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจต่างๆ การตรวจวัดคุณภาพน้ำ คพ.อยากให้ถี่ขึ้น อยากให้เริ่มตรวจสุขภาพของประชาชนกลุ่มเสี่ยง รวมทั้งการตรวจดินและพืชริม ที่สำคัญตอนนี้เรายังไม่มีคณะกรรมการฯที่ประกอบด้วยฝ่ายต่างๆ รวมทั้งภาคประชาชน ที่จะเข้ามารับผิดชอบดูแลร่วมกันเหมือนที่เชียงราย”นายชาญณรงค์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2568 ผลการตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด แต่ไม่สูงมากนัก โดยที่ อ.เชียงคาน อยู่ในระดับ 0.011-0.015 มก./ล. (ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.01 มก./ล.)แต่ในเดือนสิงหาคม 2569 พบว่าสารหนูในแม่น้ำโขงพุ่งสูงขึ้นอยู่ระหว่าง 0.017-0.045 มก./ล.