
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว Mizzima รายงานว่า นายคิม อาริส บุตรชายของนางอองซานซูจี ได้เรียกร้องให้ผู้นำโลกที่ติดต่อกับพลเอกมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ยืนกรานให้ปล่อยตัวมารดาของเขาและนักโทษการเมืองทุกคน หลังจากเมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลทหารพม่าเผยแพร่ภาพถ่ายของนางอองซานซูจี ขณะรับหนังสือที่ส่งมาจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร
ทั้งนี้สำนักข่าว AP และ AFP รายงานโดยอ้างข้อมูลจากสำนักงานประธานาธิบดีว่า เจ้าหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทยของพม่าได้นำหนังสือ 2 เล่ม ซองจดหมายที่ปิดผนึก และจดหมายทางการทูตจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 มอบให้กับนางอองซานซูจี ที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยหนังสือทั้ง 2 เล่ม ได้แก่ “Soil to Table” และ “Soil: The World at Our Feet”
โฆษกสำนักงานประธานาธิบดีระบุถึงอองซานซูจีว่าเป็น ผู้ถูกคุมขังหญิงคนพิเศษ ภาพถ่ายดังกล่าวถือเป็นภาพแรกของเธอที่ได้รับการเผยแพร่อีกครั้งในรอบ 2 เดือน อย่างไรก็ตาม อาริสกล่าวกับสำนักข่าว RFA ว่า เขารู้สึกซาบซึ้งในน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แต่เตือนว่าฝ่ายทหารไม่ควรใช้ การเปิดเผยข้อมูลเพียงบางส่วนเช่นนี้ เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าสถานการณ์ในพม่าเป็นปกติ หรือเพื่อแสวงหาความชอบธรรมในระดับนานาชาติ
บุตรชายของนางอองซานซูจีเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆที่ติดต่อกับพลเอกมินอ่อง หล่าย ยืนกรานให้มีการอนุญาตให้ครอบครัวติดต่อกับนางอองซาน ซูจีได้โดยตรงอย่างสม่ำเสมอ และให้มารดาของเขาสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์จากหน่วยงานอิสระได้ รวมถึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวมารดาของเขาและนักโทษการเมืองทุกคนโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข
ทั้งนี้แถลงการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา นายอาริสได้ตั้งคำถามต่อผู้นำโลกที่พบปะกับมินอ่องหล่ายว่า พวกเขาได้เรียกร้องให้มีการแสดงความรับผิดชอบและปล่อยตัวมารดาของเขาหรือไม่
เขากล่าวว่ามารดาในวัย 81 ปียังคงถูกคุมขังและถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พร้อมทั้งแสดงความปรารถนาให้มารดาได้ใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างสงบสุขร่วมกับครอบครัว
นายอาริสได้ดำเนินกิจกรรมรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวมารดาของเขา ซึ่งรวมถึงแคมเปญ “Free Her” ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมาด้วยเช่นเดียวกัน
ขณะที่สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า รัฐบาลทหารพม่ายังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศในพื้นที่ 5 ภูมิภาคและรัฐต่างๆอย่างเขตมะโกย เขตสะกาย เขตมัณฑะเลย์ รัฐชินและรัฐยะไข่ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตกว่า 20 ราย โดยทางรัฐบาลทหารได้กล่าวอ้างว่าการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพื่อสร้างสันติภาพ
ขณะที่ฝ่ายสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความเสียหายจากการทิ้งระเบิดทำให้การระบุจำนวนและอัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิตเป็นไปได้ยาก โดยทาง NUG กล่าวว่า “นี่เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน และถือเป็นอาชญากรรมสงคราม”