
วันที่ 24 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเขื่อนปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้การบริหารงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ได้ทำการปิดประตูเขื่อนตั้งแต่เวลา 08.00 น.ภายหลังจากเปิดประตูเขื่อนมาตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 รวมระยะเวลาเปิดเขื่อน 2 เดือน 24 วันโดยนางพวงพยอม ขันใหญ่ ชาวบ้านปากมูล กล่าวว่า ในปีนี้ประตูเขื่อนปากมูลเปิดล่าช้าและปิดเร็วกว่าฤดูกาลปลาขึ้นวางไข่ ซึ่งการเปิดเขื่อนจริงๆแล้วมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่กำหนดเปิด 4 เดือนและปิด 8 เดือน ไม่สอดคล้องกับฤดูกาลของปลา และเปิดไม่ครบตามที่ มติครม.ระยะเวลาที่กำหนดด้วยซ้ำ เนื่องจากปลาจะเริ่มขึ้นมาวางไข่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และมีจำนวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน แต่การเปิดเขื่อนล่าช้าที่สิ้นเดือนกรกฎาคม ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถจับปลาได้อย่างเต็มที่
“ที่ผ่านมาการเปิด-ปิดเขื่อนยังไม่เป็นไปตามมติ ครม. แม้จะมีมติให้เปิดเขื่อน 4 เดือน ปิด 8 เดือน แต่เมื่อถึงกำหนดเปิดเขื่อนในเดือนพฤษภา ชาวบ้านยังต้องยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯและจัดการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้เปิดประตูเขื่อน และชาวบ้านยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการเข้าถึงทรัพยากรปลาในแม่น้ำมูนทุกปี”นางพวงพยอม กล่าว
ชาวบ้านปากมูลกล่าวอีกว่า ในระยะสั้นต้องเปิดเขื่อนเพื่อให้ปลาสามารถขึ้นมาวางไข่และฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำมูล ส่วนข้อเรียกร้องระยะยาวคือการชดเชยที่ดินให้ครอบครัวละ 15 ไร่ โดยต้องเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ หากไม่สามารถจัดหาที่ดินได้ ต้องชดเชยเป็นเงินตามราคาที่ดินในปัจจุบัน
“แม่เริ่มไม่เชื่อว่าที่เราจะเรียกร้องให้เปิดเขื่อนปากมูลอย่างถาวรจะเป็นไปได้แล้ว เพราะแม้จะมีมติ ครม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถดำเนินการตามมติปกติได้เลย เนื่องจากการควบคุมประตูเขื่อนอยู่กับ กฟผ.มีสวิตเปิดปิดเขื่อนได้ตามใจของหน่วยงาน แม่ว่าระเบิดเขื่อนมันทิ้งดีกว่า” นางพวงพะยอมกล่าว
ด้านนางสมปอง เวียงจันทร์ แกนนำสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล กล่าวว่า การพิจารณาความจำเป็นของเขื่อนปากมูลไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสำรองน้ำเพื่อผลิตน้ำประปาและการเกษตร แต่ควรย้อนกลับไปพิจารณาสภาพแม่น้ำมูนก่อนการสร้างเขื่อนด้วยว่า ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำได้อย่างไร และเหตุใดจึงต้องพึ่งพาเขื่อนในการบริหารจัดการน้ำ
“ก่อนการสร้างเขื่อนปากมูล แม่น้ำมูนมีแก่งธรรมชาติที่ทำหน้าที่กักเก็บและชะลอน้ำอยู่แล้ว เลี้ยงคนทั้งอุบลได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะแก่งสะพือและแก่งธรรมชาติอีกหลายแห่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศแม่น้ำมูนมานาน แล้วไประเบิดมันทิ้งทำไมทั้งที่ แกแกร่งพวกนี้มันเป็นสันเขื่อนโดยธรรมชาติไม่ต้องลงทุนสักบาท” นางสมปอง กล่าว และว่า ถึงอยากมีการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปด้วย งานวิจัยหลายๆชิ้นงานก็บอกอยู่แล้วว่า มันไม่คุ้มค่าเลย ยิ่งฤดูร้อนยิ่งผลิตไฟฟ้าได้เพียงนิดเดียว
แกนนำสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล กล่าวอีกว่า แม้การเปิดเขื่อนในช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้ชาวบ้านจับปลาได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถตอบโจทย์การฟื้นฟูทรัพยากรปลาและวิถีชีวิตของชาวประมงได้ เนื่องจากปลาในแม่น้ำมูนมีวงจรการอพยพขึ้นลงแตกต่างกันในแต่ละเดือน ไม่ได้ขึ้นมาพร้อมกันเฉพาะช่วงที่เขื่อนเปิด
“ปลาแต่ละชนิดมีช่วงเวลาการอพยพแตกต่างกัน บางชนิดขึ้นมาในช่วงเดือนแรก ขณะที่ปลาอีกกลุ่มจะขึ้นมาในเดือนถัดไป และมีปลาอีกหลายชนิดที่อพยพขึ้นมาในช่วงเดือนที่ห้าหรือหก รวมถึงปลาขนาดใหญ่ที่ขึ้นมาในช่วงเดือนที่เจ็ด การเปิดเขื่อนเพียงไม่กี่เดือนจึงไม่สามารถรองรับวงจรการอพยพของปลาได้ทั้งหมด”นางสมปอง กล่าว และว่า “การกักปลาไว้ในอ่างเก็บน้ำเปรียบเสมือนการขังปลาไว้ในบ่อ แม้ชาวบ้านจะสามารถจับปลาได้ในช่วงหนึ่ง แต่เมื่อปลาไม่สามารถอพยพต่อไปได้ ก็จะส่งผลให้ทรัพยากรปลาลดลงและไม่สามารถฟื้นฟูวงจรการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้”
นางสมปองกล่าวว่า แม่น้ำมูลเป็นพื้นที่ต้นทางสำคัญของการอพยพของปลา โดยปลาจะเคลื่อนย้ายจากวังหนึ่งไปยังอีกวังหนึ่งตามฤดูกาล การเปิดเขื่อนจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการเปิดทางให้ชาวบ้านจับปลาได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ปลาอพยพไปยังแหล่งอาศัยและแหล่งวางไข่ตามธรรมชาติ เพื่อให้ระบบนิเวศสามารถดำเนินต่อไปได้ตลอดทั้งปี
“หากเขื่อนยังคงปิดในช่วงที่ปลาต้องอพยพขึ้นลง โดยเปิดช้า-ปิดเร็วแบบนี้ ชาวประมงจะต้องกลับมาเรียกร้องให้เปิดเขื่อนอีกครั้งในปีหน้า ซึ่งไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพและความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวชาวประมงได้อย่างยั่งยืนพอ” แกนนำสมัชชาคนจน กล่าว
ด้านว่าที่ร้อยตรีกรกฎ ประเสริฐวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงหลักเกณฑ์การปิดเขื่อนปากมูลว่า ความจริงเราปิดเขื่อนมาประมาณหนึ่งอาทิตย์แล้ว การพิจารณาปิด-เปิดประตูเขื่อนต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำเหนือเขื่อน สภาพอากาศ และการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยเฉพาะสถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดภาวะภัยแล้งในฤดูถัดไป จึงจำเป็นต้องสำรองน้ำไว้สำหรับประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำชี ทั้งการอุปโภคบริโภค การผลิตน้ำประปา และการเกษตร
“เราต้องดูปริมาณน้ำเหนือเขื่อน แล้วก็สภาพอากาศ ก็คือการคาดการณ์ของอุตุนิยมวิทยาและสภาพอากาศโดยทั่วไป ที่จะมีปรากฏการณ์เอลนีโญ น้ำจะแล้งในช่วงฤดูแล้ง ถ้าเราไม่กักเก็บไว้ ประชาชนส่วนใหญ่ของลำน้ำมูล ลำน้ำชี ก็จะประสบปัญหาเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคในการผลิตน้ำประปา น้ำในการทำเกษตรของพืชฤดูแล้งที่ใช้น้ำน้อย” ว่าที่ร้อยตรีกรกฎกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเปิดเขื่อนในปีถัดไปจะทำให้ยุ่งยากเหมือนปีนี้อีกหรือไม่ ว่าที่ร้อยตรีกรกฎกล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในปีถัดไปจะต้องพิจารณาจากสภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเป็นสำคัญ หากมีน้ำเพียงพอก็สามารถเปิดเขื่อนได้ แต่หากปริมาณน้ำลดลงจนเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำสำหรับผลิตประปาและการเกษตร ก็จำเป็นต้องปิดเขื่อนเพื่อสำรองน้ำไว้
“ถ้าน้ำไม่มี เราก็จำเป็นต้องปิด ถ้าน้ำมีเยอะเราก็ต้องเปิด เพราะว่าเราจะไปคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ เราก็ต้องปรับตามสภาพภูมิอากาศ ถ้าปล่อยจนน้ำไม่มีผลิตน้ำประปา คนเป็นแสนเป็นล้านไม่มีน้ำประปาหรือไม่มีน้ำใต้ดินที่จะดูดขึ้นมาผลิตน้ำประปา มันก็ลำบาก” รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวและว่า พวกเราก็ยังส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้านในอ่างเก็บน้ำปล่อยกุ้งปีละหลายล้านตัวหรือปลาปีละหลายล้านตัวให้ชาวบ้านเขื่อนตัวอย่างที่เขื่อนสิรินธร
ผู้สื่อข่าวถึงว่าแล้วข้อกำหนดตามมติ ครม. รองผู้ว่าจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า สำหรับมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้เปิดเขื่อน 4 เดือน และปิด 8 เดือน จังหวัดยังยึดถือเป็นเกณฑ์มาตรฐาน แต่การดำเนินการอาจมีความยืดหยุ่นตามสภาพอากาศและปริมาณน้ำ โดยช่วงเวลาเปิด-ปิดอาจเหลื่อมกันประมาณ 15 วัน ทั้งนี้ ยอมรับว่าการบริหารจัดการเขื่อนมักเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวประมงกับเกษตรกร เนื่องจากต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำ
“เราก็ยึดตรงนั้นเป็นเกณฑ์ แต่เราก็ต้องบริหารตามสภาพอากาศปัจจุบันด้วย เราจะไปยกเลิกเปิด 4 ปิด 8 ซ่ะเลยก็ไม่ได้ อันนั้นเป็นเกณฑ์มาตรฐาน แต่ว่าเราอาจจะเหลื่อมกัน 15 วัน ไม่ตายตัว คือมันจะมีความขัดแย้งทุกปี ก็ต้องบริหารจัดการกันให้ได้ เราเห็นถึงความสำคัญทุกๆคน ต้องบริหารน้ำให้ได้ประโยชน์ถึงทุกคนทุกฝ่าย” ว่าที่ร้อยตรีกรกฎกล่าว
รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารจัดการน้ำต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนหลายกลุ่ม ทั้งน้ำเพื่อผลิตประปา น้ำเพื่อรักษาระบบชลประทาน และน้ำเพื่อการเกษตร ขณะเดียวกัน จังหวัดไม่ได้ละเลยผลกระทบต่อชาวประมง โดยมีแนวทางส่งเสริมอาชีพเสริมและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อช่วยเหลือชุมชนรอบพื้นที่เขื่อน