Search

ส่อเค้าบานปลาย-แรงงานพม่าร่วมลงชื่อไม่เอาศูนย์ CIฉบับมินอ่องหล่าย-ชี้นำรายได้ไปซื้ออาวธเข่นฆ่าประชาชน “สหัสวัต”แนะยกเลิก/เปลี่ยนเป็นขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว-นักสิทธิแรงงานเตือนเป็นประเด็นอ่อนไหวเสี่ยงมุดดิน

วันที่ 25 ตุลาคม นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางการไทยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของทางการพม่าเข้ามาดำเนินการดูแลเอกสารในศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคลหรือศูนย์ CI (Certificate of Identity)ในประเทศไทย รวมถึงดูแลเรื่องภาษีต่างๆของแรงงานพม่า ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์หรือให้อำนาจรัฐบาลพม่าเข้ามาล้วงลูกในประเทศไทยมากเกินไปว่าปัญหาสำคัญเกิดจากแนวคิดของหน่วยงานรัฐที่มุ่งเน้นการพิสูจน์สัญชาติ แต่กลับละเลยภาระค่าใช้จ่ายและปัญหาการเข้าถึงบริการของแรงงาน ขณะที่กรมการจัดหางานยังปัดความรับผิดชอบในการกำกับดูแลศูนย์ CI โดยอ้างว่าเป็นหน้าที่ของทางการเมียนมา ทั้งๆที่ศูนย์ดังกล่าวดำเนินงานอยู่ในประเทศไทยภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัฐบาล

นายสหัสวัต กล่าวว่าการที่กรมการจัดหางานอ้างว่าศูนย์ CI เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเมียนมา ถือเป็นการปัดความรับผิดชอบอย่างชัดเจน เนื่องจากก่อนที่ศูนย์จะเข้ามาตั้งในประเทศไทย หน่วยงานไทยก็มีบทบาทในการตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวข้องอยู่แล้ว อีกทั้งการจัดตั้งศูนย์ยังเป็นผลจากข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมา

“ ถ้าจะทำกันจริง ๆ ก็ทำได้ แต่ถ้าคุณยังปล่อยให้มีแบบนี้ ก็สามารถตั้งข้อสังเกตได้เลยว่าคุณมีแบ่งผลประโยชน์หรือเปล่า ปัญหาค่าใช้จ่ายของศูนย์ CI ที่เพิ่มสูงขึ้นมีอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่ปรากฏในใบเสร็จ ซึ่งจากเดิมอยู่ในระดับหลักร้อยบาทเพิ่มขึ้นเป็นหลักพันบาท และค่าใช้จ่ายในการจองคิวที่แรงงานต้องจ่ายเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถเข้ารับบริการได้”สส.ปชน. กล่าว

สส.ชลบุรีกล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนแรก เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าบริการอาจเป็นช่องทางในการหารายได้ของรัฐบาลเมียนมา และอาจเข้าข่ายการจัดเก็บภาษีซ้อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจองคิวเกิดจากความต้องการเข้ารับบริการที่มีจำนวนมาก แต่ศูนย์ CI มีจำนวนจำกัด ซึ่งปัจจุบันศูนย์ CI มีเพียง 4 แห่งทั่วประเทศ ทำให้แรงงานในพื้นที่ต่าง ๆ ต้องเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อเข้ารับบริการ เช่น แรงงานในภาคเหนือที่ต้องเดินทางไปเชียงใหม่ หรือแรงงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่มีศูนย์ CI ในพื้นที่ ต้องเดินทางไปยังจังหวัดอื่นอย่างเชียงใหม่ ชลบุรี หรือสมุทรปราการ ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้เกิดช่องโหว่ในการเรียกเก็บเงินค่าคิว แม้แรงงานจะจ่ายเงินเพื่อจองคิวผ่านช่องทางที่กำหนดแล้ว แต่เมื่อเดินทางไปถึงศูนย์ยังอาจถูกถามว่าจองคิวผ่านนายหน้าแล้วหรือไม่

“แม้ศูนย์ CI จะเป็นการดำเนินงานของทางการเมียนมา แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไทยจะไม่มีอำนาจเข้าไปกำกับดูแล เนื่องจากศูนย์ดังกล่าวตั้งอยู่ในประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงที่มีข้อจำกัดและเงื่อนไขกำกับมันไม่ใช่พื้นที่อำนาจอธิปไตยของพม่าเลย พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณได้รับอนุญาตให้เข้ามาดำเนินการโดยไม่มีข้อจำกัด แต่เป็นการดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดบางอย่างที่รัฐบาลไทยทำข้อตกลงกับรัฐบาลพม่า” สส.ปชน.กล่าว

นายสหัสวัตเสนอว่า หากเกิดปัญหาจากการดำเนินงานของศูนย์ CI รัฐบาลไทยต้องเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพื่อเร่งแก้ไข และกำหนดมาตรการที่ชัดเจน หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แทนที่จะปล่อยให้เกิดปัญหาโดยอ้างว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเมียนมา ดังนั้นรัฐบาลไทยต้องพิจารณาการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาฝ่ายเดียว เพราะสถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานจากเมียนมาในปัจจุบันไม่ใช่สถานการณ์ปกติ เนื่องจากแรงงานจำนวนมากเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพราะหนีภัยสงครามภายหลังเกิดความขัดแย้งภายในประเทศพม่า

“ผมยกตัวอย่างกรณีประเทศสเปนที่มีแนวทางขึ้นทะเบียนผู้หนีภัยจากสงครามซีเรียโดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลจากรัฐบาลซีเรีย ไทยเองก็เคยมีประสบการณ์ขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียวในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รวมถึงการรับคนจีนที่หนีภัยสงครามเข้ามาในอดีต ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ควรจะเป็นการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว เพราะนี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และไทยทำได้ และเคยทำมาแล้ว”สส.ปชน.กล่าว

นายสหัสวัตกล่าวอีกว่า หากรัฐบาลไทยยังคงดำเนินระบบ CI ต่อไป ต้องเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพื่อยืนยันให้ไทยมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการดำเนินงานทั้งหมดให้อยู่ภายใต้กฎหมายไทย พร้อมเปิดเผยค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนและตรวจสอบได้

“ผมขอเสนอให้กำหนดค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เป็นอัตราที่แน่นอน มีใบเสร็จรับเงินทุกขั้นตอน และลดความยุ่งยากในการเข้าถึงบริการ เพื่อให้แรงงานและนายจ้างรายย่อยสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องผ่านนายหน้า ซึ่งทุกอย่างต้องง่าย แล้วต้องชัดเจน ถ้าประกาศออกมาว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดเบ็ดเสร็จ 2,000 บาท ก็ต้อง 2,000 บาท โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นแอบแฝง” สส.ปชน.กล่าว

ด้านสุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานมูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงานกล่าวว่า เท่าที่คุยกับคนงานพม่าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้ยกเลิกศูนย์ CI ที่ดำเนินการโดยทางการพม่า หากศูนย์นี้ดำเนินการโดยฝ่ายไทยทำเองนั้นยอมรับได้เหมือนกับกรณีทำบัตรสีชมพู เพราะหากปล่อยให้ทางการพม่ามาสร้างเงื่อนไขต่างๆให้แรงงานข้ามชาติ เช่น เรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ซึ่งคนงานไม่เอาด้วยแน่ เพราะเขามองว่ารายได้ต่างๆที่ทางการพม่านำกลับประเทศไปนั้นไม่โปร่งใสเพราะนำไปซื้ออาวุธเข่นฆ่าประชาชน แถมยังมีการบังคับให้โอนเงินกลับประเทศในสถาบันการเงินที่รัฐบาลมินอ่องหล่ายกำหนดซึ่งเท่ากับพลเอกมินอ่องหล่ายยึดตู้เอทีเอ็มไว้หมดแล้ว ขณะที่แรงงานจำนวนมากมีครอบครัวอยู่ตามชายแดนและบางส่วนครอบครัวก็หนีไปอยู่ที่อื่นแล้วจึงไม่จำเป็นต้องโอนเงินไปตามช่องทางที่รัฐบาลพม่ากำหนด 

“ล่าสุดศูนย์ CI ที่มหาชัยแทบไม่มีใครเข้าแล้ว เหลือคนงานไปใช้บริการเพียงวันละกว่า 10 คน จากวันแรกที่ไปกันกว่า 200 คนซึ่งถือว่าน้อยมาก นอกจากคนงานไม่เข้าไปทำแล้ว ในศูนย์ก็ยังเรื่องมาก ข้าราชการของพม่าในศูนย์สร้างเงื่อนไขให้คนงานต้องผ่านนายหน้า ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นทอดๆ”สุธาสินี กล่าว

ผู้ประสานงานเพื่อสิทธิแรงงาน กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลไทยยังไม่ยุติปัญหาก็จะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ทราบมาว่าแรงงานพม่าในหลายกลุ่มได้ร่วมกันลงชื่อเพื่อคัดค้าน CI  เพราะพวกเขาได้ข้อสรุปร่วมกันแล้วว่าไม่มียอมรับแนวทางปัจจุบัน

“ ถ้ารัฐบาลไทยไม่รีบหาทางออกก็จะมีปัญหาตามมาอีกเยอะ เชื่อว่าแรงงานพม่าเหล่านี้คงไม่กลับประเทศ แต่จะหลบใต้ดิน ท้ายที่สุดจะกลายเป็นแรงงานบังคับหรือเข้าสู่วงจรการค้ามนุษย์ ในเมื่อพวกเขาไม่มีเอกสารถูกต้อง แต่เขาไม่กลับบ้านแน่นอนเพราะกลับไปก็เสี่ยงชีวิตหรือถูกบังคับไปเป็นทหาร รัฐบาลต้องฟังเขาบ้าง”สุธาสินี กล่าว

————–