Search

นักวิจัย มช.ยืนยันน้ำ-ตะกอนดินในลำห้วยบ้านทียาเพอเกินค่ามาตรฐานลิ่วกว่า 15 เท่า “ผศ.ว่าน”แนะหน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบ-ชี้ไม่ควรทำเหมืองเพิ่มความเสี่ยงให้ชาวบ้าน-เครือข่ายชุมชนเผยมีความซับซ้อนพร้อมตั้งคำถามเหตุอนุญาตทำเหมือง

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ผศ.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการตรวจพบสารโลหะหนักในลำห้วยทิ้งพูคางไท้และแหล่งน้ำใกล้เคียง บ้านทียาเพอ อ.สมเมย จ.แม่ฮ่องสอน สูงเกินค่ามาตรฐาน 15-16 เท่าว่า ทางศูนย์วิจัยฯได้ตรวจน้ำของลำห้วยดังกล่าวในรอบแรกพบว่ามีค่าสูงผิดปกติ แม้น้ำใสแต่ค่าสารโลหะหนักกลับสูง ซึ่งปกติน้ำใต้ดินโลหะหนักอยู่ในรูปของแข็งเป็นสารแขวนลอย แต่น้ำในลำห้วยแห่งนี้กลับใสมาก

ผศ.ว่านกล่าวว่า ทางทีมนักวิจัยนำโดยสมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภายโดยชุมชน ( Community Health Impact Assessment Platform หรือCHIA Platform) ได้ลงพื้นที่บ้านทียาเพอและเก็บตัวอย่างน้ำรอบ 2 พร้อมตะกอนดิน  ผลตรวจพบว่าตัวอย่างน้ำมีสารหนูสูงกว่ามาตรฐานกว่า 10 เท่า ส่วนตะกอนดินก็พบสารโลหะหนักสูงมากอย่างไม่เคยเจอมาก่อนคือสูงกว่ามาตรฐาน 16 เท่า  เพราะเมื่อตอนที่กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) ตรวจตะกอนดินที่บริเวณสบรวก แม่น้ำโขง ซึ่งสูงกว่า 296 mg/Kg (ค่าระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอยู่ที่ 33 mg/kg) ซึ่งเกิน 9-10 เท่าก็คิดว่าสูงมากแล้ว แต่ที่นี่พบสารหนูกว่า 500 mg/Kg(สูงกว่ามาตรฐาน 15 เท่า) โดยตามทฤษฎีแล้วข้อสันนิษฐานแรกคือน่าอยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมที่เกี่ยวของกับมนุษย์ แต่ที่นี่กลับไม่ใช่ แต่เมื่อถามชาวบ้านบอกว่าบริเวณนี้เคยเป็นเหมืองแร่เก่าซึ่งไม่ได้ใช้การหลายปีแล้ว และเป็นไปได้ว่าอาจยังมีสารตกค้าง โดยเฉพาะที่ยังคงอยู่คือตะกอนซึ่งสูงจนน่าตกใจ

“ค่าสูงขนาดนี้คือต้องห้ามใช้แหล่งน้ำนั้นทั้งดื่มกินและทำเกษตรกรรม รวมทั้งห้ามสัมผัสเพราะเป็นพื้นที่อันตราย และต้องมีหน่วยงานราชการเข้าไปตรวจสอบเพราะผลตรวจครั้งนี้เป็นการตรวจพบโดยนักวิจัย ดังนั้นหน่วยงานรัฐ เช่น กรมอนามัย คพ. ต้องเป็นหน่วยงานแรกๆที่เข้าไป ซึ่งเราตรวจซ้ำสองรอบแล้วทำให้เชื่อว่าข้อสันนิษฐานไม่น่าผิดเพี้ยน เพราะแหล่งน้ำใกล้เคียงมีค่าโลหะหนักสูงลดหลั่นลงไป”ผศ.ว่าน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าหน่วยงานราชการบางแห่งยังไม่เชื่อถือในผลตรวจครั้งนี้ ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มช. กล่าวว่า ห้องแลปที่ใช้ตรวจตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในครั้งนี้ เป็นห้องเดียวกับกรมควบคุมโรคเคยส่งตัวอย่างน้ำมาแล้วหลายครั้ง และได้ผลใกล้เคียงกัน ซึ่งสามารถเทียบเคียงกันได้ ที่สำคัญคือใช้เครื่องมือยี่ห้อและรุ่นเดียวกับของ คพ. รวมทั้งเทคนิคเดียวกัน จึงเชื่อถือได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากในบริเวณนี้มีการทำเหมืองแร่อีก จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ชาวบ้านหรือไม่ ผศ.ว่านกล่าวว่าใช่ เพราะตามหลักแล้วไม่ควรทำอะไรเพิ่ม โดยเฉพาะการขุดหรือเปิดหน้าดินเพื่อทำเหมือง เพราะอาจทำให้แหล่งน้ำใช้ที่ยังเหลืออยู่ของชุมชนปนเปื้อนและใช้ไม่ได้ไปด้วย ขนาดหยุดทำเหมืองและไม่ได้เปิดหน้าเหมืองใหม่ ก็ยังมีสารพิษตกค้าง หากมีขบวนการขุดและการทำลายหน้าดินอีก แม้ว่าการทำเหมืองใหม่จะมีกระบวนการถูกต้องตามหลักของการทำเหมือง แต่ของที่อยู่ใต้ดินเรามองไม่เห็นและอาจเล็ดลอดจากการเปิดหน้าดินใหม่ได้

ด้านนายนายสะท้าน วิชัยพงษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชน ลุ่มน้ำเงา ยวม เมย สาละวิน จ.แม่ฮ่องสอนกล่าวว่า หลังจากที่ชาวบ้านริมแม่น้ำสาละวินได้เข้าอบรมวิทยาศาสตร์ชุมชน และทำการตรวจน้ำตั้งแต่เบื้องต้นโดยชาวบ้านทียาเพอได้นำน้ำที่กังวลใจมาตรวจพบว่ามีสารหนูปนเปื้อนสารหนูกว่า 10 เท่าและเมื่อนำปัสสาวะของของบ้านที่กินน้ำในลำห้วยนี้อยู่ประจำไปตรวจ พบว่ามีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน และ หลังจากนั้นชาวบ้านได้ใช้ชุดตรวจภาคสนามตรวจซ้ำอีก 3-4 ครั้งก็พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกครั้ง ที่สำคัญคือเมื่อส่งไปที่ห้องแลปของ มช.ก็พบค่าสารหนูเกิน 15- 16 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าสารโลหะหนักในแม่น้ำสาละวินอีก จึงเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก

นายสะท้านกล่าวว่า หลังจากพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานและเป็นข่าวในสื่อหลายสำนัก แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่เข้ามาตรวจซ้ำทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่เห็นความสำคัญ และทำให้คิดไปได้ว่าเรื่องนี้อิงอยู่กับการเหมืองแร่ที่นายทุนกำลังเข้าไปดำเนินการต่อหรือไม่ และโดยส่วนตัวยังเชื่อว่าอาจผูกโยงไปถึงโครงการผันน้ำยวมด้วยเพราะลำห้วยน้ำแดงในพื้นที่ทียาเพอพบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานได้ไหลลงแม่น้ำยวมที่บ้านท่าเรือ ดังนั้นเรื่องนี้จึงมีรความซับซ้อนอยู่พอสมควร

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ในวันที่ 29 ตุลาคมที่จะถึงนี้หน่วยงานราชการ จะเข้าไปรับฟังชาวบ้านอีกครั้ง นายสะท้านกล่าวว่า ควรรับฟังข้อเสนอของชาวบ้าน 7 ข้อซึ่งประกอบด้วย 1.ตรวจสอบกระบวนการขอทำเหมืองและ EIA  2. ทบทวนหนังสือคัดค้านเดิม 3. ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของเวทีรับฟังความคิดเห็น 4.หน่วยงางานราชการตรวจน้ำ ดิน ตะกอนอย่างเป็นระบบและเปิดเผยผล 5. ให้ระงับหรือชะลอการทำเหมืองไว้ก่อน 6. เปิดเผยข้อมูลประทานบัตร ใบอนุญาต และ 7.ผลตรวจสิ่งแวดล้อมทั้งหมด

“หน่วยงานราชการต้องชี้แจงให้ได้ ทำไมถึงอนุญาตให้มีการทำเหมือง เพราะพื้นที่บริเวณนี้เป็นป่าต้นน้ำ จึง ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ทำไมป่าไม้ถึงอนุญาตเปิดเส้นทางให้ขนแร่ และกระทรวงอุตสาหกรรมรับรู้ข้อมูลพื้นที่ดีหรือยัง และควรให้สัมปทานต่ออีกหรือไม่ ที่สำคัญคือหน่วยงานราชการทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯและกระทรวงมหาดไทย  ทำไมถึงไม่เข้าไปดูแลชาวบ้าน ตอนนี้ประปาภูเขากินไม่ได้ สุดท้ายชาวบ้านต้องร่วมกันย้ายแหล่งน้ำโดยได้งบช่วยเหลือจากที่อื่น  รัฐบาลควรทบทวนเรื่องนี้ให้ดี เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร่วมกันอนุรักษ์ป่า เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำไร่หมุนเวียนมาปลูกพืชอื่นๆเพื่อสร้างรายได้ เช่น เสาวรส ที่สำคัญคือพวกเขาได้ร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยวเพราะที่นี่มีทะเลหมอกที่สวยงาม ดังนั้นหากมีการทำเหมืองแร่ ความต้องการของชาวบ้านก็จพังทลายไปหมด”นายสะท้าน กล่าว

————-