
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการประสานงานผู้แทนแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาในประเทศไทย(Myanmar Migrant Workers’ Representative Coordinating Committee in Thailand :MMWRCCT) ได้ยื่นหนังสือถึงกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าว(โครงการนายจ้างสีขาว) โดยในหนังสือระบุว่าในฐานะคณะกรรมการซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่พำนักและทำงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย ขอชี้แจงต่อรัฐบาลไทย คณะกรรมาธิการของรัฐสภา นายจ้าง ตลอดจนประชาชนชาวไทยเกี่ยวกับปัญหาด้านเอกสารประจำตัวและเอกสารอนุญาตที่แรงงานกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงประเด็นด้านมนุษยธรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจวัตถุประสงค์ของข้อเสนอและคำร้องขออย่างถูกต้องชัดเจน ป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
หนังสือของคณะกรรมการประสานงานฯระบุว่า ในกระบวนการเปิดศูนย์ออกหนังสือรับรองบุคคล (Certificate of Identity: CI) และการต่ออายุหนังสือเดินทาง หน่วยงานภายใต้คณะผู้ปกครองทหารเมียนมาได้กำหนดให้แรงงานข้ามชาติต้องชำระภาษีเงินได้ล่วงหน้าในอัตราร้อยละ 2 ของรายได้ อีกทั้งกำหนดให้แสดงหลักฐานการโอนเงินกลับประเทศเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของรายได้ที่ได้ต่อเดือนโดยมีลักษณะเป็นการบังคับโดยมีข้อมูลที่น่าเชื่อว่า เงินดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ การปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ และการกระทำที่นำไปสู่การสังหารประชาชน โดยเฉพาะเด็กและสตรี ด้วยเหตุนี้ แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาบางส่วนจึงไม่ประสงค์จะชำระเงินภาษีที่อาจถูกนำไปใช้เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายและความสูญเสียแก่ประชาชนในประเทศบ้านเกิดของตน
หนังสือระบุด้วยว่า กระบวนการจัดทำหนังสือรับรองบุคคล (CI) และหนังสือเดินทางมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทะเบียนของแรงงานอย่างละเอียด ซึ่งอาจทำให้หน่วยงานภายใต้คณะผู้ปกครองทหารเมียนมาทราบที่อยู่ที่แน่นอนของครอบครัวแรงงานในประเทศเมียนมา หากแรงงานปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม สมาชิกในครอบครัวอาจเผชิญกับการข่มขู่ การกดดัน การจับกุมหรือควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนการรีดไถทรัพย์สิน ด้วยเหตุนี้ แรงงานจำนวนมากจึงไม่กล้าดำเนินการจัดทำเอกสารผ่านหน่วยงานดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าครอบครัวของตนอาจได้รับอันตราย
“เนื่องจากการต่ออายุหนังสือเดินทางมีข้อจำกัดคนพื้นที่ให้บริการ การที่แรงงานจำเป็นต้องเดินทางไปดำเนินการในบริเวณชายแดนจึงอาจทำให้เผชิญความเสี่ยงต่อการถูกบังคับเกณฑ์เข้ารับราชการทหาร ภายใต้กฎหมายการบริหารราชการทหารของเมียนมา ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของบุคคล นอกจากนี้ แรงงานจำนวนมากไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งสองประเทศ ค่านายหน้า และค่าดำเนินการของบริษัทจัดหางานได้ หากไม่สามารถต่ออายุเอกสารและวีซ่าได้ทันตามกำหนด แรงงานเหล่านี้อาจตกอยู่ในสถานการณ์พำนักหรือการทำงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในทันที”หนังสือระบุ
ในหนังสือยังระบุด้วยว่า แรงงานชาวเมียนมามีบทบาทสำคัญในการเศรษฐกิจของประเทศไทยหลายสาขา อาทิ อุตสาหกรรมอาหารทะเล ภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การเกษตร และภาคบริการ โดยเป็นกำลังแรงงานที่มีทักษะและประสบการณ์ซึ่งช่วยสนับสนุนการดำเนินกิจการในภาคส่วนดังกล่าว หากปัญหาด้านเอกสารส่งผลให้แรงงานจำนวนมากขาดสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย อาจก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในประเทศไทย และเพิ่มความเสี่ยงที่แรงงานจะตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ การเอารัดเอาเปรียบ และการละเมิดสิทธิ
หนังสือได้ระบุข้อเสนอว่า 1. ขอให้พิจารณาอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู หรือ Pink Card) ควบคู่กับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นเอกสารทางเลือกแทนหนังสือเดินทาง (Passport) หรือหนังสือรับรองบุคคล (CI) เพื่อให้สามารถพักพิง พำนัก และทำงานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาดำเนินมาตรการออกวีซ่าชั่วคราวโดยฝ่ายไทย และอำนวยความสะดวกในการต่ออายุการอนุญาตทำงาน รวมทั้งการออกบัตรสีชมพูภายในราชอาณาจักรไทย โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศเมียนมา ทั้งนี้ ขอให้ดำเนินการโดยมีขั้นตอนที่เรียบง่าย ชัดเจน และเข้าถึงได้สำหรับแรงงาน
2. การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านกฎหมายและสังคม โดยขอให้ผู้ถือบัตรสีชมพูและใบอนุญาตทำงานสามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมได้อย่างครบถ้วน และให้รับสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล ตลอดจนความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่เกี่ยวข้อง และขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ร่วมกันพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ถือเอกสารดังกล่าวสามารถเปิดบัญชีเงินฝากและใช้บริการธนาคารสำหรับรับค่าจ้างและดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่จำเป็นได้
3. แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมามีความประสงค์ที่จะชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน และภาษีเงินได้ที่เกี่ยวข้องให้แก่หน่วยงานของรัฐบาลไทยโดยตรง แทนการชำระให้แก่หน่วยงานภายใต้คณะผู้ปกครองทหารเมียนมา โดยมีความประสงค์ให้รายได้ดังกล่าวนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย
4. ป้องกันการขูดรีดของนายหน้า (นายหน้า/เอเจนซี่) ควรกำหนดค่าใช้จ่ายในการทำ/เปลี่ยนเอกสารให้มีความโปร่งใส และให้เจ้าหน้าที่กวดขันปราบปรามกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินจริงและนายหน้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
5. การคุ้มครองด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Protection)เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันในเมียนมา หากเอกสารของแรงงานหมดอายุ โปรดอย่าเพิ่งจับกุมหรือดำเนินคดีในฐานะแรงงานผิดกฎหมายทันที แต่ขอให้ขยายระยะเวลาผ่อนผันภายใต้ “มาตรการคุ้มครองพิเศษด้านมนุษยธรรม”
“พวกเราต้องลี้ภัยมาทำงานในประเทศไทยเนื่องจากการกดขี่ข่มเหงที่ไม่เป็นธรรมของเผด็จการทหารเมียนมา ความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก และอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้น จึงขอความเห็นอกเห็นใจจากรัฐบาลไทย รัฐสภา และประชาชนชาวไทย ได้โปรดเข้าใจและให้ความร่วมมือช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม การดำเนินการนี้จะเป็นประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้งนายจ้าง รัฐบาลไทย และแรงงานข้ามชาติทุกคน”หนังสือระบุ
————-