
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สถาบันวิจัย-คลังสมองสติมสันเซนเตอร์ (Stimson Center) จัดเสวนาเรื่อง “แร่สำคัญกับวิกฤตแม่น้ำปนเปื้อน: การรับมือกับการทำเหมืองที่ขาดการกำกับดูแลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป” Critical Minerals, Contaminated Rivers: Confronting Unregulated Mining in Mainland Southeast Asia เพื่อนำเสนอข้อมูลและบทวิเคราะห์ของการขยายตัวของเหมืองแร่ในพม่าและลาวที่กำลังสร้างความเสี่ยงต่อแม่น้ำและชุมชนข้ามพรมแดน ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย Kevin Woods นักวิจัยด้านการเมือง-ทรัพยากรและกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,เพียรพร ดีเทศน์ จากมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และRivers and Rights และ Regan Kwan ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Stimson Center โดยมี Brian Eyler ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Stimson Center เป็นผู้ดำเนินรายการ
Kevin Woods กล่าวว่า การทำความเข้าใจเหมืองแร่ในพม่าต้องพิจารณาประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองและชาติพันธุ์ควบคู่กัน เนื่องจากความขัดแย้งด้วยอาวุธดำเนินมาตั้งแต่หลังได้รับเอกราชในปี 2491 จึงไม่อาจอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันว่าเป็นผลจากรัฐประหารปี 2564 เพียงอย่างเดียว
Kevin Woods กล่าวว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นทั้งพื้นที่ต่อสู้ทางอำนาจและฐานรายได้ของผู้มีอาวุธหลายฝ่าย การควบคุมทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ แหล่งแร่ และเส้นทางการค้า จึงสัมพันธ์กับอำนาจทางการเมืองและการจัดหาเงินทุนสนับสนุนองค์กรหรือการสู้รบ การตรวจสอบกิจกรรมเหมืองจึงต้องแยกให้ชัดว่าใครเป็นผู้ประกอบการ ใครควบคุมพื้นที่ ใครอนุญาต และใครได้รับรายได้ เนื่องจากผู้มีบทบาทเหล่านี้อาจไม่ใช่บุคคลหรือองค์กรเดียวกัน ขณะที่ผลกระทบจากเหมืองต้นน้ำสามารถขยายข้ามพรมแดนไปถึงชุมชนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับเหมือง
Kevin Woods ใช้แนวคิด armed businessmen หรือนักธุรกิจที่ติดอาวุธ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่ผู้มีอาวุธไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงคู่ขัดแย้งทางทหาร แต่ยังมีบทบาทเป็นผู้ประกอบการ ผู้ควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือผู้จัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติด้วย ซึ่งเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจทางทหารกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กล่าวคือผู้ควบคุมพื้นที่อาจมีอำนาจต่อรองในการกำหนดว่าใครสามารถเข้ามาประกอบกิจการ ใช้ประโยชน์จากที่ดิน หรือเข้าถึงแหล่งทรัพยากรได้ ขณะเดียวกัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็อาจช่วยสร้างรายได้และเสริมความสามารถในการรักษาอำนาจของกลุ่มดังกล่าว
นักวิจัยผู้นี้จึงเสนอให้ระมัดระวังการอธิบายพื้นที่ชายแดนเมียนมาว่าเป็นพื้นที่ไร้กฎหมายหรือพื้นที่ที่ไม่มีการปกครอง เพราะในหลายกรณี กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศทางอำนาจ แต่ดำเนินอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทหาร กลุ่มติดอาวุธ ผู้ประกอบการ และเครือข่ายการค้าข้ามพรมแดน
“การแก้ปัญหาจำเป็นต้องพิจารณาทั้งโครงสร้างความขัดแย้งภายในพม่าและผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน หากมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมและรับรองสิทธิชุมชน การจัดการทรัพยากรก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้” Kevin Woods กล่าว
เพียรพร ดีเทศน์กล่าวว่า ชุมชนริมแม่น้ำโขงและสาละวินพึ่งพาระบบนิเวศแม่น้ำทั้งด้านประมงและเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน โดยครอบครัวในลาวตอนใต้ที่มีรายได้สำคัญจากการจับปลาด้วยเครื่องมือพื้นบ้าน ขณะที่เกษตรกรริมฝั่งอาศัยตะกอนที่มากับน้ำหลากช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่เพาะปลูก อย่างไรก็ตาม หลังเผชิญผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศต่อเนื่องมากว่าสองทศวรรษ ชุมชนยังต้องเผชิญภัยคุกคามจากการทำเหมืองที่ขาดการกำกับดูแลบริเวณต้นน้ำ ทั้งในพม่าและลาว ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ แต่รวมถึงทองคำ ดีบุก ทังสเตน และแร่สำคัญ critical minerals อื่นๆ
เพียรพรกล่าวว่า แม้การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมระบุตำแหน่งเหมืองจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการทำงานของภาคประชาสังคม แต่ยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบว่าแต่ละแห่งสกัดแร่ชนิดใด ใครเป็นเจ้าของ และบริษัทใดเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อผู้ลงทุนหรือผู้ประกอบการมีความเชื่อมโยงข้ามหลายประเทศ การตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษเกิดขึ้นภายหลังประชาชนเรียกร้องให้มีการติดตามตรวจสอบ ซึ่งการตรวจพบสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน เป็นเพียงหนึ่งในสารปนเปื้อนที่ต้องติดตาม ยังมีโลหะหนักชนิดอื่นที่สร้างความกังวล ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบและภาคประชาสังคมพยายามผลักดันปัญหาผ่านหลายช่องทาง ทั้งการร้องเรียนต่อวุฒิสภา กลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ งานกับสื่อมวลชนฯลฯ
เพียรพรกล่าวว่า การจัดการปัญหาในกรอบทวิภาคียังไม่เพียงพอ เพราะการสกัดแร่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกและความต้องการแร่สำคัญของหลายประเทศ ขณะที่แม้จะมีการจัดทำกรอบความร่วมมือระหว่างไทยกับพม่าเพื่อติดตามคุณภาพน้ำ แต่ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในการจัดหาแร่มากเพียงใดเมื่อเทียบกับชีวิตของประชาชน และจะมีหลักประกันอย่างไรว่าแร่ที่นำมาใช้ไม่ได้มาจากกระบวนการที่สร้างความเสียหายต่อชุมชนในพื้นที่ขัดแย้ง หรือในประเทศเพื่อนบ้านที่ประชาชนและสื่อมวลชนมีพื้นที่จำกัดในการตรวจสอบและตั้งคำถามต่อนโยบายรัฐ
Regan Kwan นำเสนอการติดตามเหมืองด้วยภาพถ่ายดาวเทียม โดยระบุว่ายังพบการขยายตัวของพื้นที่เหมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป รวมอย่างน้อย 2,839 แห่ง ทั้งบริเวณแหล่งแร่หายากในรัฐคะฉิ่น รัฐฉาน ในเขตอิทธิพลของกองกำลังตะอาง TNLA (Ta’ang National Liberation Army) กองกำลังโกก้าง MNDAA (Myanmar National Democratic Alliance Army) กองกำลังว้า UWSA(United Wa State Army ) ซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำโขงและใกล้ชายแดนไทย ซึ่งจากการติดตามภาพถ่ายดาวเทียม ณ เดือนกันยายน 2026 ทีมวิจัยสติมสันสามารถระบุเหมืองเพิ่มเติมได้มากถึง 91 แห่ง
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้สะท้อนความจำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตการติดตามให้ครอบคลุมพื้นที่นอกเหนือจากแหล่งเหมืองที่เป็นที่รู้จักเดิม เช่น รัฐคะฉิ่น สำหรับในลาว ขณะนี้พบข้อมูลภาพถ่ายเหมืองแร่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญที่น้ำคาน น้ำงึม และน้ำเงี๊ยบ ซึ่งทั้งหมดนี้ไหลลงสู่แม่น้ำโขง
“งานติดตามภาพถ่ายดาวเทียมของเหมืองแร่เหล่านี้ ผมให้ความสำคัญของข้อมูลจากชุมชน ซึ่งช่วยชี้เป้าให้ตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมในพื้นที่ใหม่ๆ รวมถึงบริเวณตอนใต้ของพม่า หลังได้รับข้อมูลความกังวลจากประชาชนลุ่มน้ำกระบุรี ใน จ.ระนอง เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำ ทำให้เราดูข้อมูลดาวเทียมในพื้นที่ดังกล่าวและพบว่ามีเหมืองแร่จำนวนมากของภาคใต้ของพม่า ตั้งแต่ทวาย ฝั่งตรงข้าม จ.กาญจนบุรี ลงไปถึงมะริด ตรงข้าม จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ระนอง” นักวิจัยสติมสันกล่าว
ด้าน Brian Eyler กล่าวว่า ความต้องการแร่สำหรับอุปกรณ์ดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวันเชื่อมโยงผู้บริโภคในประเทศปลายทางเข้ากับปัญหานี้ จึงต้องให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความเสี่ยงต่อสินค้าเกษตรจากพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อน สำหรับบทบาทของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) นั้น เห็นได้ชัดเจนว่าการรับมือปัญหานี้ MRC เผชิญทั้งข้อจำกัดด้านศักยภาพ โครงสร้างการทำงาน และการเมืองระหว่างประเทศสมาชิก อีกทั้งเหมืองจำนวนมากตั้งอยู่ในลำน้ำสาขา ซึ่งทำให้การดำเนินงานมีความซับซ้อน
Brian Eyler กล่าวว่า MRC ไม่ควรเป็นกลไกหลักเพียงกลไกเดียวในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหา รัฐบาลแต่ละประเทศต้องมีบทบาทรับผิดชอบอย่างจริงจัง พร้อมตั้งคำถามว่าการพิจารณาบทบาทของไทยควรมองให้รอบด้าน ทั้งในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบ และความเป็นไปได้ที่จะมีผู้เกี่ยวข้องในไทยเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่ก่อปัญหา หลังการนำเสนอข้อมูลได้มีผู้เข้าร่วมสอบถามคำถามต่างๆ เช่น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อชุมชนและประเทศท้ายน้ำอย่างไร เช่น กัมพูชา เวียดนาม ซึ่งพึ่งพาเศรษฐกิจทรัพยากรลุ่มน้ำโขง ทั้งการประมงและเกษตรกรรม
————–