Search

วิจารณ์แซด ชป.ทุ่ม 50 ล้านจ้าง บ.ปัญญาฯศึกษาโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำกก-อ้างกักเก็บน้ำใช้ฤดูแล้ง-ชาวบ้าน/ภาคประสังคมหวั่นกลายเป็นหลุมดักตะกอนพิษกลางชุมชน-เตือนเป็นการสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 นายทวีศักดิ์ โค้วตระกูล ผู้อำนายการโครงการชลประทาน(ชป.)เชียงราย ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการสร้างอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแนวคิดกรมชลประทานเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง แต่ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนเนื่องจากขณะนี้แม่น้ำกกกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก ว่าโครงการดังกล่าวคือ “โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อาคารบังคับน้ำในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย” ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมและรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้น โดยในเวทีประชาพิจารณ์ที่ผ่านมา มีตัวแทนชุมชนสอบถามและแสดงความห่วงกังวลในประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทางเดินปลา ซึ่งทางบริษัทที่ปรึกษาคือ บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด ได้รับทราบและชี้แจงกระบวนการขั้นตอนทางวิศวกรรมในการศึกษาเพื่อนำข้อกังวลเหล่านี้ไปพิจารณาแล้ว

สำหรับที่มาและแนวคิดของโครงการดังกล่าว เป็นโครงการของกรมชลประทาน ภายใต้กรอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ โดยมีแนวคิดหลักคือการสร้างอาคารบังคับน้ำแบบมีบานระบายคอนกรีตเสริมเหล็ก กั้นลำน้ำกกสายหลักเป็นขั้นบันไดต่อจากฝายเชียงรายเดิม เพื่อยกระดับและกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูแล้งสำหรับพื้นที่เกษตรกรรมและน้ำดิบผลิตประปา

ทั้งนี้จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดจากข้อเสนอของตัวแทนสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย (เขตดอยหลวง) เมื่อปี 2564 นำไปสู่การจัดทำรายงานศึกษาเบื้องต้น (Reconnaissance Study Report : RR) ในปี 2565 ซึ่งกำหนดจุดศึกษาสำคัญ เช่น บริเวณบ้านปงเคียน (รอยต่อ อ.เวียงเชียงรุ้ง–อ.เวียงชัย) และบ้านสันธาตุ (อ.เชียงแสน) รวมถึงจุดศึกษาต่อเนื่องตามแนวลำน้ำกก ต่อมา สทนช. ได้บรรจุโครงการเข้าสู่แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ นำไปสู่การจัดสรรงบประมาณปี 2569 ให้กรมชลประทานว่าจ้าง บริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายงาน EIA เต็มรูปแบบ โดยได้เปิดเวทีปฐมนิเทศโครงการไปเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงราย ร่วมกับผู้แทนและประชาชนจาก 6 อำเภอริมน้ำกก (เมืองเชียงราย, เวียงชัย, เวียงเชียงรุ้ง, แม่จัน, ดอยหลวง, เชียงแสน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปัจจุบันโครงการนี้อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและออกแบบ โดยมีงบประมาณเฉพาะ ส่วนงานจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อยู่ที่ 50,000,000 บาท (50 ล้านบาท) ซึ่งเป็นงบผูกพันระหว่างปี 2569 – 2571 อย่างไรก็ตามโครงการ “อาคารบังคับน้ำในแม่น้ำกก” เครือข่ายภาคประชาสังคมเรียกร้องให้ชะลอโครงการ เนื่องจากหวั่นเกรงความเสี่ยงเชิงซ้อน ทั้งการกักเก็บสารพิษโลหะหนัก การตัดขาดเส้นทางปลา และการขวางทางน้ำหลากในอนาคต

ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เครือข่ายข้อมูลอุทกภัยแม่น้ำกก (ค.อ.ก.) ซึ่งประกอบด้วยภาคประชาสังคม ทีมนักวิจัย และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อถอดบทเรียนการรับมืออุทกภัยในลุ่มน้ำกก พร้อมวางแนวทางพัฒนาระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติร่วมกัน อย่างไรก็ตามเวทีดังกล่าวตัวแทนเครือข่ายชาวบ้าน 7 ชุมชนลุ่มน้ำกก ได้สะท้อนข้อกังวลอย่างหนักต่อโครงการก่อสร้างฝาย/อาคารบังคับน้ำของกรมชลประทาน ที่อาจซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมและกลายเป็นแหล่งสะสมตะกอนมลพิษในแม่น้ำสายหลัก

นางจุฑามาส ราชประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่อาวุโส มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า ภายหลังได้ร่วมกันขับเคลื่อนระบบเตือนภัยน้ำท่วมแม่น้ำกก เครือข่ายได้จัดเวทีทบทวนและประเมินผลการดำเนินงานในช่วงฤดูฝนอันหนักหน่วงที่ผ่านมา โดย ดร.อังกูร หิรัญพฤกษ์ และทีมนักวิจัยโครงการพัฒนาระบบข้อมูลและการเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อรับมือภัยพิบัติลุ่มน้ำกก ได้รายงานผลการดำเนินงานช่วงปี 2568–2569 ซึ่งแม้สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้จะไม่รุนแรงเท่าปี 2567 แต่บทเรียนสำคัญที่พบคือ ปัญหาคุณภาพน้ำปนเปื้อนสารพิษและโลหะหนัก ทั้งสารหนู แคดเมียม ตะกั่ว และปรอท

ขณะที่นายทาเคอิ โตโยต้า (Mr. Takei Toyota) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติและการมีส่วนร่วมของชุมชน / ที่ปรึกษาโครงการเครือข่ายข้อมูลอุทกภัย ได้ร่วมสะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้าง โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเชื่อมโยงข้อมูลวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเข้ากับกลไกการตัดสินใจของภาครัฐ และย้ำเตือนถึงความเสี่ยงของการพัฒนาสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำธรรมชาติ ที่อาจแปรสภาพเป็นกับดักมลพิษและกระทบต่อความเปราะบางของชุมชนต้นน้ำและท้ายน้ำในระยะยาว

อย่างไรก็ดีประเด็นที่สร้างความหนักใจและกังวลใจให้กับชาวบ้านมากที่สุดในที่ประชุม คือความคืบหน้าโครงการก่อสร้างฝายหรืออาคารบังคับน้ำของกรมชลประทาน โดยเครือข่ายชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ต้นน้ำไปบ้างแล้ว แต่เครือข่ายชุมชนในเขตเมืองและพื้นที่ปลายน้ำยังคงห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่โครงสร้างขวางลำน้ำจะกลายเป็น “หลุมดักสะสมตะกอนมลพิษ” กลางชุมชน ซึ่งสวนทางกับความพยายามฟื้นฟูแม่น้ำกกให้กลับมาเป็นสายน้ำที่มีชีวิตดังเดิม

นางสาวแสงดาว พรมตัน นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ (หัวหน้ากลุ่มงาน) กรมทรัพยากรน้ำ ระบุว่า หน่วยงานได้รับงบประมาณสำหรับติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะทยอยดำเนินการในปีงบประมาณ 2570–2571 รวม 5 จุด ตั้งแต่ต้นน้ำ ตัวเมือง ไปจนถึงจุดสบแม่น้ำโขง โดยเครื่องมือนี้สามารถวิเคราะห์พารามิเตอร์ได้ถึง 12 ค่า รวมถึงตรวจจับ “โลหะหนัก” พร้อมระบบไฟสัญญาณเตือนภัยประชาชนทันทีหากพบการปนเปื้อนเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างขอบเขตงาน (TOR) สำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง

นายประพัฒน์ สีธิ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและปฏิบัติการ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดเชียงราย ถึงแนวทางยกระดับระบบเตือนภัยข้ามพรมแดนว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางผลักดันการติดตั้งสถานีโทรมาตรตรวจวัดระดับน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ประเทศเมียนมา บริเวณต้นน้ำเหนือ ต.ท่าตอน ขึ้นไป เช่นเดียวกับโมเดลสถานีโทรมาตรโจตาดาในฝั่งท่าขี้เหล็ก เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและเพิ่มเวลาแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ให้แก่พื้นที่ลุ่มน้ำกกตอนล่าง แม้ปัจจุบันยังติดขอบเขตอำนาจหน้าที่และงบประมาณระดับจังหวัดก็ตาม โดยข้อมูลจากสถานีต้นน้ำจะถูกนำมาบูรณาการเข้ากับการจัดทำระเบียบปฏิบัติประจำ (SOP) ที่กำลังพัฒนาโดยทีมนักวิจัยของ ดร.อังกูร หิรัญพฤกษ์ เพื่อเป็นคู่มือมาตรฐานกลางกำหนดเกณฑ์การสั่งการและการอพยพตามระดับน้ำอย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับผู้ว่าราชการจังหวัดไปจนถึงผู้นำชุมชน ให้สามารถปฏิบัติงานสอดประสานกันอย่างเป็นเอกภาพ ทั้

ในช่วงท้ายสมาชิกเครือข่ายข้อมูลอุทกภัยแม่น้ำกก (ค.อ.ก.) ได้สรุปบทเรียนสำคัญว่า ระบบเตือนภัยของเชียงรายที่ผ่านมายังคงสะดุดและขาดประสิทธิภาพ เนื่องจาก “ยังขาด Keyman” หรือศูนย์กลางหลักที่มีอำนาจและกลไกในการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกฝ่ายเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง

 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงไปยัง นายทวีศักดิ์ โค้วตระกูล ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) จังหวัดเชียงราย / ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย ถึงความคืบหน้ากรณีที่ชาวบ้านหวั่นวิตกเรื่องการสร้างฝายในลำน้ำกก โดยได้รับการชี้แจงว่า