Search

จี้รัฐระงับศูนย์ CI ด่วนชี้เสี่ยงกระทบความมั่นคงชาติเหตุถูกรัฐบาลมินอ่องหล่ายใช้เป็นเครื่องมือ-เสนอ ครม.ผ่อนผันให้ไทยขึ้นทะเบียนแรงงานพม่าฝ่ายเดียว-แนะคำนึงถึงข้อมูลอ่อนไหวส่วนบุคคล-แฉทูตพม่ากำชับผู้ปฎิบัตงานในศูนย์

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 แหล่งข่าวจากที่ประชุมเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (Thailand Migration Reform Consortium – TMR) ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมและองค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ ผู้ลี้ภัย และนโยบายการย้ายถิ่นในประเทศไทย เปิดเผยว่าได้มีการหารือและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายส่งไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคงและกระทรวงแรงงานเพื่อขอให้ระงับการดำเนินงานศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity: CI)ของทางการเมียนมาในไทยชั่วคราว และผ่อนผันสถานะการอยู่และทำงานโดยฝ่ายไทย

ข้อเสนอดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยควรเปลี่ยนจากการผูกสถานะทางกฎหมายของแรงงานกับเอกสารที่ต้องขอจากทางการเมียนมา ไปสู่ระบบอนุญาตให้อยู่และทำงานที่ไทยกำกับเองได้ โดยเสนอให้ระงับศูนย์ CI ชั่วคราวระหว่างตรวจสอบ และผ่อนผันตามหลักเกณฑ์ของฝ่ายไทยเพื่อไม่ให้แรงงานหลุดออกนอกระบบ การดำเนินการนี้มิใช่การตัดความร่วมมือด้านแรงงานทั้งหมด แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขให้เกิดความร่วมมือเคารพอธิปไตย ความปลอดภัย และสิทธิของผู้ทำงานในประเทศไทย

แหล่งข่าวกล่าวว่าจากข้อมูลกรมการจัดหางาน ณ 1 ตุลาคม 2569 ระบุแรงงานเมียนมาคงเหลือสะสมรวม 3,321,518 คน (ไม่รวมผู้หนีภัยการสู้รบและกลุ่มที่ไม่ได้แยกสัญชาติ) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนขนาดประชากรแรงงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่อาจถือว่าทุกคนต้องทำ CI หรืออยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน โดยศูนย์ CI มีบทบาทออกเอกสารที่ใช้ประกอบการทำให้แรงงานมีสถานะถูกต้องตามกฎหมายในไทย อย่างไรก็ตาม มีข้อร้องเรียนว่าการรับบริการอาจเชื่อมกับภาระค่าเอกสาร ภาษีเงินได้ของเมียนมา 2% และหลักฐานการส่งเงิน 25% ผ่านช่องทางที่กำหนด ขณะที่ค่าธรรมเนียม CI ที่ภาครัฐไทยประชาสัมพันธ์อยู่ที่ 2,670 บาท แต่ผู้ใช้บริการบางรายรายงานค่าใช้จ่ายจริงเกิน 5,000 บาทเมื่อรวมบริการคนกลางและค่าใช้จ่ายอื่น

ที่ประชุมได้หารือถึงการยืนยันข้อเท็จจริงของ CI บุคคลที่ตรวจสอบว่ามิได้เป็นหลักฐานพิสูจน์สัญชาติเมียนมาของบุคคลเหล่านั้นโดยตัวมันเอง จึงควรแยกเอกสารรับรองตัวบุคคลออกจากการรับรองสัญชาติอย่างเด็ดขาด และไม่ควรใช้ CI เป็นเงื่อนไขเพียงทางเดียวในการรักษาสถานะการทำงานในไทย

“กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาระบุว่าเอกอัครราชทูตได้กำชับผู้ปฏิบัติงานศูนย์ CI เรื่อง political awareness and security concern (ความตระหนักรู้ทางการเมืองและความกังวลด้านความมั่นคง) อีกทั้งมีรายงานข้อกังวลจากกลุ่มแรงงานถึงการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นไปได้ที่จะถูกใช้ติดตามผู้ที่อยู่ในวัยเกณฑ์ทหาร ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบโดยอิสระ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วว่าแต่ละศูนย์กระทำการติดตามหรือบังคับเกณฑ์ทหาร”แหล่งข่าว กล่าว และว่า กรมการจัดหางานเคยระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ไทยประจำและกำกับดูแลศูนย์ CI อย่างใกล้ชิดในปี 2567 จึงต้องตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการขาดเจ้าหน้าที่ไทยประจำศูนย์ในรอบปัจจุบันอย่างเร่งด่วน หากการกำกับด้านค่าธรรมเนียม การเข้าถึงข้อมูล และช่องทางร้องเรียนไม่สามารถตรวจสอบได้ ย่อมไม่เหมาะให้ศูนย์ดังกล่าวดำเนินงานต่อโดยไร้เงื่อนไข

ที่ประชุมเห็นว่า เมื่อการต่ออายุหรือรักษาสถานะทางกฎหมายต้องขึ้นอยู่กับการเดินทาง ค่าใช้จ่ายสูง เอกสารและเงื่อนไขจากรัฐต้นทาง แรงงานบางส่วนอาจเลือกไม่เข้าสู่กระบวนการเพราะกังวลเรื่องภาระเงินหรือความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ซึ่งธนาคารโลกระบุไว้แล้วว่ามาตรการเรียกเก็บภาษีของทางการเมียนมาอาจบั่นทอนแรงจูงใจให้แรงงานขอ CI และผลักให้คงอยู่ในสถานะไม่ถูกต้อง ผลที่ตามมามิได้กระทบแรงงานเพียงฝ่ายเดียว แต่สร้างความเสี่ยงแก่ไทย ได้แก่ การลดความสามารถในการจัดทำทะเบียนและติดตามการจ้างงาน การขยายบทบาทนายหน้าและการจ้างงานนอกระบบ การหลีกเลี่ยงกฎหมายแรงงาน และการเพิ่มต้นทุนของผู้ประกอบการไทย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ข้อเสนอในที่ประชุมให้พิจารณาดำเนินการทันทีคือ 1.ระงับการดำเนินงานและการขยายศูนย์ CI ของทางการเมียนมาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องค่าธรรมเนียม เงื่อนไขภาษี การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล การเข้าถึงโดยผู้แทนไทย และการคุ้มครองแรงงาน โดยดำเนินการผ่านกลไกและอำนาจทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

2.เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการผ่อนผันโดยฝ่ายไทยเป็นการเฉพาะหน้า เช่น 6–12 เดือน โดยพิจารณาอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เพื่อคงสิทธิอยู่และทำงานของแรงงานที่ขึ้นทะเบียนหรือมีประวัติในระบบไทย โดยอาศัยบัตร/เลขประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ข้อมูลชีวมิติและทะเบียนนายจ้างตามหลักเกณฑ์ของไทย ไม่บังคับให้ยื่น CI ฉบับใหม่เป็นเงื่อนไขเดียวในช่วงเปลี่ยนผ่าน [9]

3.จัดระบบตรวจสอบตัวบุคคลและประเมินความเสี่ยงเป็นรายกรณี โดยแยกการบริหารแรงงานออกจากข้อเรียกร้องทางการเงินของรัฐต้นทาง ห้ามเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวหรือข้อมูลที่อาจนำไปใช้ติดตามผู้คัดค้านทางการเมืองหรือบุคคลเสี่ยงเกณฑ์ทหาร โดยปราศจากฐานกฎหมายและหลักประกันที่เพียงพอ

4.ตั้งคณะตรวจสอบร่วมของหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมช่องทางรับข้อร้องเรียนอย่างปลอดภัยและมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน

6.ใช้ช่องทางการทูตแจ้งความกังวลและเรียกร้องให้ยุติอันตรายข้ามแดน พร้อมกำหนดเงื่อนไขชัดเจนก่อนพิจารณาเปิดศูนย์ CI อีกครั้ง ทั้งในด้านการกำกับของฝ่ายไทย ค่าธรรมเนียมโปร่งใส การคุ้มครองข้อมูล และการไม่คุกคามแรงงาน

“ประเทศไทยมีสิทธิและหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในอาณาเขตตนเอง พร้อมบริหารแรงงานข้ามชาติให้เป็นระบบ แต่ไม่ควรทำให้การมีสิทธิทำงานถูกผูกไว้กับกระบวนการที่อาจสร้างภาระเกินสมควรหรือเปิดช่องให้เกิดการกดดันข้ามพรมแดน”แหล่งข่าวอ้างข้อสรุปในที่ประชุม