
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเครื่องบินทหารเมียนมาโจมตีพื้นที่ชายแดน และส่งผลกระทบต่อประชาชนฝั่งไทยบริเวณอำเภอแม่สะเรียงและแม่สามแลบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจภายในกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทของผู้บัญชาการทหารรุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกเมียนมา (DSA) รุ่นที่ 35 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับผู้บัญชาการทหารบกและรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเมียนมา
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า ผู้บัญชาการกองทัพภาคในพื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันออกของเมียนมาบางส่วน เป็นนายทหารรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เมื่อประมาณปีที่ผ่านมา จึงอาจมีวัฒนธรรมการทำงานแตกต่างจากผู้บัญชาการรุ่นก่อน และมีความจำเป็นต้องสร้างผลงานทางทหาร โดยเฉพาะการปฏิบัติการเพื่อยึดฐานที่มั่นคืนจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU)
“ผลงานที่สำคัญในเรื่องของฝ่ายยุทธการก็คือการเข้าไปรบกับกองพลน้อยที่ 5 ของพลเองบอจ่อแฮ ผู้บัญชาการทหาร KNU หรือการที่จะต้องต่อสู้กับกองพลน้อยอื่น ๆ ของทางกะเหรี่ยง เพื่อจะชิงฐานทหารพม่าที่เสียไปตั้งแต่ทำรัฐประหารปี 2021 คืนกลับมา เพราะทุกวันนี้ทหารพม่าควบคุมพื้นที่ได้ไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ฉะนั้นก็ต้องทำผลงาน ต้องมีการใช้การรบอยู่ในพื้นที่” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
นอกจากนี้ พื้นที่ชายแดนตรงข้ามอำเภอสบเมยและแม่สะเรียงตามแนวแม่น้ำสาละวิน ยังมีความสำคัญในฐานะเส้นทางลำเลียงสินค้าและยุทธปัจจัยสนับสนุนกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ทั้ง KNU และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ทำให้กองทัพเมียนมามีแรงจูงใจที่จะเข้าควบคุมเส้นทางดังกล่าว โดยอาจต้องระดมกำลังจากกองทัพภาคใต้และกองทัพภาคตะวันออกเข้ามาเสริมกำลังในพื้นที่
“แม้สถานการณ์การสู้รบอาจรุนแรงขึ้น แต่ยังไม่น่าถึงขั้นที่กองทัพเมียนมาจะระดมกำลังขนาดใหญ่เพื่อเปิดปฏิบัติการยึดฐานที่มั่นกับ KNLA และ KNU อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากกองทัพเมียนมายังคงต้องให้ความสำคัญกับแนวรบในรัฐยะไข่และพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านกำลังรบ แต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่ควรทำให้ฝ่ายไทยประมาท”นักวิชาการผู้นี้ กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าในแง่ของของรัฐไทยควรรับมือหรือมีมาตรการยอย่างไรกับผลกระทบจากการสู้รบชายแดนที่ทำให้ประชาชนไทยเดือนร้อน รศ.ดร.ดุลยภาค เสนอว่า ในการรับมือผลกระทบจากการสู้รบ ให้ใช้มาตรการป้องปรามทางทหารควบคู่กับการทูต โดยกองทัพอากาศสามารถใช้เครื่องบิน F-16 หรือ Gripen ลาดตระเวนตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการรุกล้ำน่านฟ้า ขณะที่กองกำลังภาคพื้นดินต้องเตรียมมาตรการตอบโต้ตามลำดับขั้น เช่น การยิงเตือนหรือใช้กระสุนควันสัญญาณเตือน รวมถึงการจัดกำลังทหารพรานและหน่วยเฉพาะกิจกองกำลังนเรศวรเพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนและขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็ควรเพิ่มการสื่อสารผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) และกลไกความร่วมมืออื่น ๆ รวมถึงช่องทางการติดต่อระหว่างรัฐบาลกรุงเทพฯ กับเนปิดอว์ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ขยายตัว
“ในชายแดนตะวันตก ผมคิดว่านโยบายของประเทศไทยน่าจะใช้วิธีการทูต เพราะมันยังเป็นการรบในฝั่งพม่าอยู่ มันไม่ใช่การเคลื่อนกองกำลังแล้วลุกล้ำอธิปไตย แต่มันมีกระสุนพลัดตก มีคลื่นกระแทกในแม่น้ำสาละวิน เราก็ต้องป้องกันตรงนี้” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าในช่วงที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลไทยหรือกองทัพไทยยอมให้รัฐบาลเมียนมามากเกินไป ทั้งกรณีกระสุนและระเบิดตกเข้ามาในฝั่งไทย รวมถึงกรณีการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เมียนมาเข้ามาติดตามตรวจสอบแรงงานเมียนมาในประเทศไทย รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า ไทยมีข้อจำกัดด้านการจัดสรรกำลังและเจ้าหน้าที่ จึงอาจไม่สามารถตอบโต้สถานการณ์ได้ทันทีทุกกรณี จำเป็นต้องใช้มาตรการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ต้องกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่รัฐบาลไทยไม่สามารถยอมรับได้อีกต่อไป
“ศักดิ์ศรีของประเทศและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ มันจะต้องมีจุด มีเพดานที่กำหนดเอาไว้แล้วว่า มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ถ้ามากกว่านี้หมายถึงว่าเรายอมทางพม่ามากเกินไป จนกระทบต่อความปลอดภัยของชาวบ้านแล้ว เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศมันจะต้องไม่เดินไปสู่จุดนั้น การให้เจ้าหน้าที่ทางการเมียนมาเข้ามาติดตามตรวจสอบพี่น้องแรงงานเมียนมาในประเทศไทยนั้น ควรถือเป็นขอบเขตสูงสุด ไม่ควรเปิดช่องให้มีการแทรกแซงมากไปกว่านี้ เพราะอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของพี่น้องแรงงานเมียนมาหลายล้านคนที่อาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทย ถ้าอุดช่องว่างนี้ได้ก็ควรอุด ซึ่งพวกเขาควรได้รับการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน”นักวิชาการผู้นี้กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าความสมดุลอยู่แค่ไหน ระหว่างรัฐบาลมินอ่องหล่ายกับแรงงานพม่า 5-6 ล้านคนที่อยู่ในประเทศไทย รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า การสร้างสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมาไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการติดต่อกับรัฐบาลทหารเมียนมาผ่านช่องทางทางการเท่านั้น แต่ควรเปิดพื้นที่หารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ทั้ง KNU, KNLA, PDF ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน
“อย่าไปเข้าถึงหรือให้น้ำหนักกับการติดต่อกับทางทหารพม่ามากจนเกินไป อันนั้นก็ต้องมีอยู่แล้วตามช่องทางเป็นทางการ แต่ว่าเราจะต้องทำแพลตฟอร์มที่จะมาเป็น Inclusive Dialogue สืบต่อไป เพื่อให้เกิดความสมดุลจริง ๆ อย่าเพิ่งเลือกข้างว่าจะเทน้ำหนักไปที่ทหารพม่าแล้วเราจะได้ Leverage เราก็ต้องเทน้ำหนักมาที่กำลังรบของ KNU, PDF และภาคประชาสังคม ชาวบ้าน NGO ต่าง ๆ ซึ่งเขาอยู่ในชุมชนชายแดนด้วย”รศ.ดุลยภาค กล่าว
นายกสมาคมภูมิภาคศึกษากล่าวว่า เรื่องแรงงานข้ามชาติในประเทศประเทศไทยตอนนี้ การที่รัฐบาลพม่าร้องขอหรือมีเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลพม่ามาประจำอยู่ในประเทศไทย มันล่วงล้ำเกินขอบเขตไปถึงขั้นสุดแล้ว จน กระทบเสรีภาพ ศักดิ์ศรีหรือความคล่องตัวของประเทศชาติไปเลยทีเดียว และคงจะมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว และสถานการณ์ในปัจจุบัน กระสุนตกลงที่ฝั่งประเทศไทย รัฐบาลไทยควรดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ ที่ซึ่งตอนนี้เลยจุดสมดุลตรงนั้นไปมากแล้ว
อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มธ. กล่าวว่า การกำหนดนโยบายความมั่นคงของไทยต่อเมียนมาจำเป็นต้องครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ละทิ้งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้การจัดการปัญหาชายแดนตั้งอยู่บนความเข้าใจสถานการณ์จริง และไม่กลายเป็นการให้น้ำหนักกับรัฐบาลทหารเมียนมาเพียงฝ่ายเดียว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการปิดท่าข้ามและช่องทางขนส่งสินค้าบริเวณชายแดนแม่สอด รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อแสดงให้ฝ่ายเมียนมาเห็นว่าไทยให้ความสำคัญกับข้อกังวลเรื่องการลำเลียงสินค้าและยุทธปัจจัยไปสนับสนุนกองกำลังฝ่ายต่อต้าน แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนและประชาชนทั้งสองฝั่ง
“การปิดท่าข้าม ลดขนาดกิจกรรมการติดต่อ มันก็ย่อมสะเทือนเศรษฐกิจชายแดนอยู่แล้ว ซึ่งเศรษฐกิจชายแดนมันก็มีผู้ค้าทั้งสองฝั่ง มันก็จะต้องปรับกลยุทธ์ ลดความเสี่ยง เผชิญกับสถานการณ์ที่การขนส่งสินค้าอาจจะไม่คล่องเหมือนเดิม” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
รศ.ดุลยภาคกล่าวว่ามีข้อสังเกตว่า ผลลัพธ์ของมาตรการปิดท่าข้าม ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการประท้วงรัฐบาลเมียนมาจากกรณีการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย หรือเป็นการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของฝ่ายเมียนมา เพราะสิ่งที่เห็นได้ชัดคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการและประชาชนที่ต้องพึ่งพาสินค้าและบริการจากชายแดน ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงต้องมีแผนรองรับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยประสานงานระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้า เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงต้องกำหนดกรอบเวลาและเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าจะสามารถกลับมาเปิดช่องทางชายแดนได้เมื่อใด เพื่อให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอให้บริเวณชายแดนไทย-พม่าระยะ 10 กม.ปลอดจากเครื่องบินรบ อาจารย์ประจำ คณะศิลปศาสตร์ มธ. กล่าวว่า มันเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ในระยะกลางถึงระยะยาว แต่ในระยะสั้นยังมีข้อจำกัด เนื่องจากการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชาติพันธุ์ยังดำเนินอยู่ และเชื่อว่ากองทัพเมียนมายังคงใช้กำลังทางอากาศสนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดินการกำหนดพื้นที่ปลอดจากอาวุธหนักและเครื่องบินรบในระยะที่เป็นอันตรายต่อประชาชน อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวจะช่วยสร้างพื้นที่สันติภาพขนาดใหญ่คร่อมชายแดนไทย-เมียนมา ทำให้ประชาชนทั้งสองฝั่งสามารถดำรงชีวิตได้โดยปราศจากความหวาดกลัว
“แนวคิดนี้จะมีประโยชน์ เพราะว่ามันทำให้เกิดสวนสันติภาพขนาดใหญ่คร่อมสองฟากฝั่งของชายแดนไทย-พม่า ผู้คนก็ควรจะอยู่โดยปราศจากความหวาดกลัว แล้วอาวุธหนักที่ทำให้ราษฎรไทยได้รับความเสียหาย มันจะต้องถูกให้ถอยออกไปในรัศมีที่ปลอดภัย แล้วอาวุธหนักที่ทำให้ราษฎรไทยได้รับความเสียหายคือเครื่องบินรบ MiG-29 อากาศยานของทัพพม่า มันควรจะต้องถูกถอยออกไปในรัศมีที่ปลอดภัย” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวและว่า ควรผลักดันให้ลุ่มน้ำสาละวินเป็นพื้นที่สันติภาพอย่างจริงจังมากขึ้น พร้อมสร้างความร่วมมือกับฝ่ายต่าง ๆ ในพื้นที่ แม้ในระยะสั้นกองทัพเมียนมาอาจยังไม่ให้ความร่วมมือก็ตาม