วันที่ 3 พฤศจิกายน นายปฐมพงษ์ ฤทธิแผลง ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมลุ่มน้ำกก เขื่อนเชียงราย ฝั่งขวา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมชลประทาน(ชป.)กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในโครงการสร้างอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงรายว่า แม้การก่อสร้างอาคารบังคับน้ำอาจช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนบางพื้นที่ได้ แต่การก่อสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ในแม่น้ำกกจำเป็นต้องศึกษาผลกระทบให้รอบด้าน โดยเฉพาะพื้นที่เหนือและท้ายโครงการ รวมถึงผลต่อการระบายน้ำจากลำน้ำสาขา เช่น แม่น้ำลาวและหนองหลวง ซึ่งอาจเกิดปัญหาน้ำถูกกักหรือระบายได้ไม่สะดวก
“พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณโครงการ แต่ยังครอบคลุมประชาชนริมแม่น้ำกกในเขตอำเภอเมืองเชียงราย รวมถึงฝั่งขวาที่เชื่อมโยงกับพื้นที่อำเภอเวียงเชียงรุ้ง เช่น ตำบลทุ่งก่อ ตำบลเมืองชุม และตำบลเวียงเหนือ ตลอดจนพื้นที่อำเภอเวียงชัย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการระบายน้ำจากหนองหลวง”นายปฐมพงษ์ กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้เข้าร่วมปฐมนิเทศโครงการเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมาหรือไม่ ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมลุ่มน้ำกก กล่าวว่า เขาไม่ได้เชิญเครือข่ายเกษตรกรเข้าร่วม แม้จะมีหน่วยงานท้องถิ่นเข้าร่วมบางส่วน แต่คิดว่ามันไม่ครอบคลุมกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้น้ำ เกษตรกร และประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกก
“ถ้าจัดเวทีในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ก็ต้องเชิญคนที่จะได้รับผลประโยชน์และคนที่อาจเสียผลประโยชน์มานั่งพูดคุยกัน เพราะการก่อสร้างขนาดใหญ่ขนาดนี้ต้องมีประชาคมให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ” นายปฐมพงษ์กล่าว
นายปฐมพงษ์ กล่าวว่า การก่อสร้างอาคารบังคับน้ำซึ่งอาจทำให้เกิดการกักเก็บตะกอน จึงเป็นอีกประเด็นที่ต้องศึกษาอย่างจริงจังว่า จะส่งผลต่อการสะสมและการจัดการตะกอนปนเปื้อนในแม่น้ำอย่างไร ส่วนวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการกักเก็บน้ำจากแม่น้ำกกเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอดอยหลวงนั้น หน่วยงานควรชี้แจงให้ชัดเจนว่าประชาชนกลุ่มใดจะได้รับประโยชน์ และจะนำน้ำไปใช้ในพื้นที่อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อปัจจุบันแม่น้ำกกกำลังเผชิญปัญหาสารปนเปื้อน ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการนำน้ำไปใช้ทางการเกษตร
“เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรด้วยว่า น้ำที่จะนำไปใช้มีสภาพอย่างไร และเมื่อรู้ข้อมูลแล้วประชาชนยังต้องการโครงการนี้อยู่หรือไม่ ไม่ใช่เป็นการไปต่อต้านโครงการ แต่ต้องให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจจากข้อมูลที่ครบถ้วน” นายปฐมพงษ์กล่าว
ขณะที่นายคำอ้าย สุขเกษม ประธานคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) กลุ่มผู้ใช้น้ำเขื่อนแม่กก กล่าวว่า สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ เนื่องจากต้องการปรับปรุงระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรม
นายคำอ้าย กล่าวว่า ปัจจุบันประตูระบายน้ำที่ใช้งานอยู่ต้องอาศัยแรงงานคนหมุนพวงมาลัยเพื่อเปิด-ปิดประตู ซึ่งทำได้ยากและใช้เวลานาน ต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงที่ต้องยกหรือปรับระดับประตูน้ำ จึงต้องการให้มีระบบควบคุมด้วยไฟฟ้าและรีโมตคอนโทรล เพื่อให้สามารถเปิด-ปิดประตูได้ง่าย รวดเร็ว และปิดได้สนิทมากขึ้น
“จริง ๆ แล้วมันก็เพื่อเกษตรกร เพราะเกษตรกรเรียกร้องอยากได้ประตูอาคารบังคับน้ำที่ใช้รีโมต เปิดง่าย ปิดง่าย และสนิทด้วย ทุกวันนี้ใช้พวงมาลัยเปิด ต้องใช้คนหมุน ยกขึ้นก็ช้า ลงก็ช้า ใช้คนเยอะและหนักมาก” นายคำอ้ายกล่าว
เมื่อถามถึงสถานการณ์แม่น้ำกกที่กำลังเผชิญปัญหาสารปนเปื้อน นายคำอ้ายกล่าวว่า การก่อสร้างอาคารบังคับน้ำไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อน แต่เป็นการปรับปรุงระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกษตรกรสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้สะดวกขึ้น พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการอยู่บริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำกก ในเขตอำเภอเวียงเชียงรุ้งและอำเภอดอยหลวง โดยมีเป้าหมายกักเก็บน้ำไว้ให้เกษตรกรในพื้นที่บ้านโป่งเคียน อำเภอเวียงเชียงรุ้ง ทั้งนี้ เกษตรกรมีการเสนอความต้องการโครงการผ่านสภาเกษตรกร โดยประสานความร่วมมือกับกำนันและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว
ด้าน ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต้องให้ความสำคัญกับสถานการณ์สารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกกที่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงเริ่มต้นเสนอแผนโครงการ เนื่องจากการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำอาจทำให้เกิดการสะสมของตะกอนที่ปนเปื้อนสารโลหะหนักบริเวณเหนืออาคาร และส่งผลต่อพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมเสนอให้พิจารณาชะลอโครงการจนกว่าจะมีผลการศึกษาที่ชัดเจน
โครงการได้รับงบประมาณเข้าสู่กระบวนการศึกษาและเตรียมดำเนินการแล้ว แต่ตอนนี้สถานการณ์ในลำน้ำกกกลับเปลี่ยนแปลงไป โดยพบปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแหล่งน้ำ จึงเกิดข้อกังวลว่าบริษัทเอกชนที่ได้รับมอบหมายให้จัดทำรายงาน EIA จะให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการประเมินผลกระทบจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในลำน้ำที่มีสารปนเปื้อนอยู่แล้ว” ผศ.ดร.เสถียร กล่าว
อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นโครงการของรัฐหรือเอกชน จะต้องประเมินผลกระทบให้ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีข้อมูลเพียงพอสำหรับวิเคราะห์และสังเคราะห์ว่าการดำเนินโครงการจะก่อให้เกิดผลกระทบมากน้อยเพียงใด และมีความเหมาะสมที่จะดำเนินการต่อหรือไม่
“ประเด็นที่น่ากังวลคือ หากมีการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในลำน้ำที่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก อาจทำให้ตะกอนที่มีการปนเปื้อนสะสมตัวบริเวณเหนืออาคารบังคับน้ำ และกลายเป็นแหล่งสะสมสารพิษในระบบลำน้ำ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่เกษตรกรรมที่รับน้ำจากระบบชลประทาน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากประสบการณ์น้ำท่วมเชียงรายที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นปัญหาการบริหารจัดการประตูระบายน้ำ ทั้งการเปิดและปิดประตูระบายน้ำที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่” อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าว
ดร.เสถียร กล่าวว่า หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่มีการเสนอแผน หน่วยงานเจ้าของโครงการซึ่งเป็นผู้ขอรับงบประมาณควรกลับมาพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และระบบชลประทานเองก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำปนเปื้อนอยู่แล้ว
“ถ้าเรามองจากภายนอกเข้าไป เราก็จะเห็นว่ามันไม่ควรจะสร้างในขณะนี้ เพราะว่ามันมีผลกระทบที่เรายังไม่ได้รับการแก้ไข แล้วเรื่องของการกักเก็บน้ำหรือการสร้างฝายต่าง ๆ ในลำน้ำที่มีปัญหาสารปนเปื้อน เราก็รู้แล้วว่ามันก็จะเป็นเหมือนตัวดักตะกอนสารพิษ ทำให้เกิดการสะสมในพื้นที่นั้น ๆ แล้วก็อาจกระจายไปสู่พื้นที่เกษตรต่อไป” ดร.เสถียร กล่าวและเสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาว่าโครงการควรดำเนินการต่อในช่วงเวลาใด หรือจำเป็นต้องชะลอออกไปก่อนจนกว่าผลการศึกษาจะมีความชัดเจน โดยกรมชลประทานในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการควรแสดงท่าทีและความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ปนเปื้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
“แนวทางแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในระบบชลประทานของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ผมเห็นว่าควรมีระบบจัดการและบำบัดน้ำเบื้องต้นเพื่อลดความเข้มข้นของสารโลหะหนักก่อนที่น้ำจะถูกส่งเข้าสู่แปลงเกษตรกรรม เนื่องจากปัจจุบันการจัดการปัญหาที่ต้นทางยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ผลกระทบจากน้ำปนเปื้อนเริ่มเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบห่วงโซ่อาหารและอาจส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนผ่านการบริโภคอาหารและการสัมผัสแหล่งน้ำ” ผศ.ดร.เสถียร กล่าว
