Search

ถูกรีดไถจนน่วมชีวิตแรงงานข้ามชาติชาวไทใหญ่-ครอบครัวหลายคนหาเงินโปะค่านายหน้า-ค่าลงทะเบียน-CIแทบไม่ทัน-นายจ้างแฉเม็ดเงิน 80,000 ล้านไหลออกจากระบบเศรษฐกิจไทย-สส.ปชน.แนะ ก.แรงงานทบทวน 40 อาชีพสงวน

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นางบัว (นามสมมติ) แรงงานชาวไทใหญ่ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้ตัวเองแทบไม่มีเงินเก็บ เพราะปีที่แล้วเสียค่าลงทะเบียนแรงงานไป 10,000 บาท ปีนี้ต่อใบอนุญาตทำงานอีก 6,500 บาท และยังต้องเตรียมเงินทำ CI (Certificate of Identity หรือศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคลสำหรับแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาในประเทศไทย เพื่อใช้แทนหนังสือเดินทาง ชั่วคราว) อีกกว่า 10,000 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ที่ต้องนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ดูแลครอบครัว และจ่ายค่าเช่าบ้าน

“ตอนนี้จึงต้องค่อยๆ เก็บเงินเพื่อเตรียมค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่านายหน้าเกือบ 2,000 บาท เงินสำหรับโอนกลับประเทศตามเงื่อนไข ภาษีต่างๆ และค่าตีวีซ่า ที่ตอนแรกไม่รู้เลยว่าค่าวีซ่าตามกฎหมายอยู่ที่ดวงละ 500 บาท ทราบตอนเข้าไปสอบถามกับบริษัทนายหน้า ซึ่งเขาแจ้งว่าการตีวีซ่าสองดวงต้องจ่าย 3,000 บาท”นางบังกล่าว

แรงงานข้ามชาติรายนี้กล่าวว่า แม้จะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายและข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตในศูนย์ CI แต่เราก็ยังต้องการทำ เพราะไม่อยากเป็นแรงงานนอกระบบ และไม่อยากผิดกฎหมาย เคยคิดจะทำบัตร 10 ปีหรือหาทางเลือกอื่น แต่การทำบัตรดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำได้ ครอบครัวของเราที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยก็ต้องการทำ CI เหมือนกัน แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด ตอนนี้เพื่อนแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาหลายคนกำลังเดือดร้อน แรงงานส่วนใหญ่ไม่ต้องการส่งเงินกลับประเทศหรือจ่ายภาษีให้รัฐบาลทหาร เพราะมองว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าเงินที่จ่ายไปอาจถูกนำไปใช้สนับสนุนการกดขี่และการทำสงคราม

“แรงงานไม่ได้อยากเป็นคนผิดกฎหมาย แต่การทำเอกสารให้ถูกต้องกลับมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่ารายได้ที่ได้รับ ขณะที่ค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้หลายคนหากไม่มีเงินจริงๆ ก็อาจตัดสินใจไม่ทำ CI และเสี่ยงกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย”นางบัวกล่าว

แรงงานชาวไทใหญ่กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ตอนนี้เหมือนมืดแปดด้าน สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือพ่อกับแม่มีใบอนุญาตทำงานและพาสปอร์ตใกล้หมดอายุแล้ว แต่ยังไม่มีเงินไปดำเนินการ ส่วนตัวเองกับพี่ชายก็ลำบากเหมือนกัน แต่จำเป็นต้องทำ เห็นด้วยกับข้อเสนอยกเลิก CI และสนับสนุนให้รัฐบาลไทยเข้ามามีบทบาทนำในการจัดการแรงงาน โดยไม่เปิดช่องว่างให้รัฐบาลพม่าเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศไทย หากยังไม่มีการยกเลิก แรงงานหลายคนที่ไม่มีทางเลือกก็อาจกลายเป็นแรงงานนอกระบบ

ขณะที่นางนิลุบล พงษ์พยอม ตัวแทนกลุ่มนายจ้างสีขาว กล่าวถึงผลกระทบกับนายจ้างว่า กระบวนการเรียกเก็บเงินที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าวอาจทำให้มีเม็ดเงินมากกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี ไหลออกจากระบบเศรษฐกิจไทย แทนที่จะหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนที่แรงงานข้ามชาติอาศัยและทำงานอยู่ โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวแรงงาน แต่ยังขยายไปถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินเอกสารและปฏิบัติตามมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน Zero Fee ซึ่งกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดหาและดำเนินเอกสารแรงงานทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ประกอบการในเครือข่ายสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมทูน่าไทย ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแฝงยังสร้างความไม่แน่นอนต่อการบริหารจัดการแรงงานและต้นทุนทางธุรกิจ

“คำถามที่อยากให้สังคมเห็นคือ ในช่วงที่เศรษฐกิจระดับล่างกำลังเผชิญปัญหาและมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบค่อนข้างต่ำ เงินที่ควรหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทยกลับถูกดูดออกไปยังประเทศเมียนมากว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่แรงงานบางคนพ่อแม่ของพวกเขาก็เสียชีวิตไปแล้ว เงินเหล่านี้ยังจะถูกส่งกลับไปทำไม แทนที่จะให้แรงงานเก็บไว้ใช้จ่ายและหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย” นางนิลุบลกล่าว

ขณะที่นายสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊กตั้งคำถามต่อวาทกรรมที่ว่าแรงงานต่างชาติแย่งงานคนไทย โดยเสนอให้พิจารณาโครงสร้างตลาดแรงงานไทยอย่างรอบด้าน เนื่องจากแรงงานข้ามชาติมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มกำลังแรงงานในงานกลุ่ม 3D ได้แก่ งานที่อันตราย สกปรก และหนักหน่วง เช่น ประมง ก่อสร้าง แปรรูปอาหารทะเล และเก็บขยะ ซึ่งมักมีค่าจ้างและสภาพการทำงานที่ไม่จูงใจแรงงานไทย พร้อมเสนอให้กระทรวงแรงงานทบทวนบัญชีอาชีพสงวน 40 อาชีพ โดยอาศัยข้อมูลจริงเกี่ยวกับการขาดแคลนแรงงาน ความต้องการของตลาด และเงื่อนไขการจ้างงาน เพื่อแยกให้ชัดว่างานใดขาดแคลนแรงงานไทย และงานใดที่คนไทยยังพร้อมทำแต่ติดปัญหาด้านค่าจ้างหรือสวัสดิการ