เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า องค์กรประชาธิปไตยและองค์กรปฏิวัติของพม่า รวมถึงพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy -NLD) รวมทั้งสิ้น 17 กลุ่ม ได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำอาเซียนสร้างความมั่นใจว่า การเจรจาครั้งใหม่กับพลเอกมินอ่องหล่าย ผู้นำเผด็จการทหารพม่าและผู้ที่ทำการรัฐประหารยึดอำนาจ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวพม่า
ในจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำรัฐบาลอาเซียนระบุว่า การเจรจากับรัฐบาลทหารพม่าจะต้องก่อให้เกิด “ผลลัพธ์ทางการเมืองที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนถึงเจตจำนงและความมุ่งหวังทางประชาธิปไตยของประชาชนชาวพม่า”
องค์กรประชาธิปไตยพม่าได้วิจารณ์ว่า การเปลี่ยนท่าทีของกลุ่มอาเซียนไปสู่การเจรจาอย่างมีส่วนร่วมแบบค่อยเป็นค่อยไป นั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้ระบอบทหารยิ่งมีความชอบธรรม ซึ่งขณะนี้ ระบอบทหารพม่าไม่มีอำนาจควบคุมทั้งประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎบัตรอาเซียนเกี่ยวกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง
จดหมายดังกล่าวยังระบุว่า การมีส่วนร่วมควรได้รับการประเมินจากว่าช่วยยุติความรุนแรง ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ฟื้นฟูประชาธิปไตย และสร้างกระบวนการทางการเมืองที่ครอบคลุมหรือไม่
โดยทางกลุ่มระบุว่า วัตถุประสงค์เหล่านี้สอดคล้องกับมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2669 ซึ่งรับรองบทบาทสำคัญของอาเซียนในการแก้ไขวิกฤตการณ์ในพม่า และเรียกร้องให้มีการดำเนินการตามฉันทามติห้าข้อของกลุ่มอย่างเต็มที่
ขณะที่เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทูตพิเศษอาเซียนภายใต้การเป็นประธานหมุนเวียนของฟิลิปปินส์ ได้เดินทางเยือนพม่าเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นเวลา 2 วัน ทั้งนี้ ลาซาโรเยี่ยมชมค่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) ในเมืองตองจี เมืองหลวงของรัฐฉาน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม และพบกับนายติ่นหม่องส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลทหาร
มีรายงานด้วยว่า ระหว่างการประชุมดังกล่าว ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าได้เรียกร้องให้มีการคืนสถานะตัวแทนของตน ก่อนที่จะถึงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 49 ข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายระบุว่า นางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร ได้ขอเข้าพบ นางอองซาน ซูจี ผู้นำประชาธิปไตยที่ถูกคุมขังอยู่ แต่รัฐบาลทหารปฏิเสธไม่ให้เข้าพบ
มีรายงานด้วยว่า นางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารพม่า โดยเธอถูกห้ามไม่ให้เยี่ยมชมเขตที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์และกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้าน
ทางด้าน นายอูโตซอแล็ต เลขาธิการสภาสื่ออิสระพม่า (Independent Press Council Myanmar – IPCM) ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Than Lwin Times ว่า การที่รัฐบาลทหารปฏิเสธไม่ให้ลาซาโรเข้าพบนางอองซาน ซูจี ทำให้พวกเขาสูญเสียความเชื่อมั่นไปอย่างมาก
“ยังเร็วเกินไปที่อาเซียนจะยอมรับรัฐบาลทหารกลับเข้ามาเป็นสมาชิกตามปกติ ตราบใดที่รัฐบาลทหารยังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน การกลับเข้าสู่อาเซียนภายใต้กรอบฉันทามติ 5 ข้อ ก็ยังคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” ทั้งนี้ แม้ว่า มิน ออง หล่าย จะเดินทางไปเยือนประเทศสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศเพื่อล็อบบี้ขอเสียงสนับสนุน แต่บรรดานักวิเคราะห์คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในจุดยืนโดยรวมของกลุ่มอาเซียนแต่อย่างใด
ทางด้าน ดร.จายกี่ซินโซ ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการพม่ากล่าวว่า “มาตรฐานที่กำหนดโดยหลักฉันทามติ 5 ข้อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือผ่อนปรนได้ง่ายๆ ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน ระบอบการปกครองทหารพม่าจะยังคงต้องดิ้นรนเพื่อกลับมามีบทบาทอีกครั้ง”
โดยนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 อาเซียนได้ห้ามมินอ่องหล่ายและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทหารพม่าเข้าร่วมการประชุมสุดยอด ซึ่งข้อจำกัดนี้ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน และขณะนี้ทุกฝ่ายมุ่งเป้าไปที่สิงคโปร์ ซึ่งกำลังจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2570 นี้ จะยังคงรักษาสถานะที่มั่นคงของกลุ่มในเรื่องฉันทามติ 5 ข้อต่อไปหรือไม่
