Search

แฉรัฐบาลมินอ่องหล่ายใช้การค้าชายแดนเป็นเครื่องมือต่่อรองกับรัฐบาลไทย-KNUออกแถลงการณ์ประณามกองทัพพม่าโจมตีพลเรือน-เรียกร้องประชาคมโลก/อาเซียนกดดันให้ยุติใช้เครื่องบินโจมตีประชาชน

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) ได้ออกแถลงการณ์ว่ามีความวิตกกังวลเช่นเดียวกับประชาชนไทย ต่อสถานการณ์ความมั่นคงปลอดภัยบริเวณชายแดนที่เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านสองฝั่งชายแดนที่อยู่ร่วมกันมาช้านาน การระดมยิงอาวุธทั้งหนักและเบาของกองทัพเมียนมาซึ่งเป็นไปโดยไม่เลือกเป้าและการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ทางทหาร อีกทั้งยังไม่ใช่แม้กระทั่งพื้นที่สู้รบ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารสาธารณะและบ้านเรือน ชีวิตของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงและเดือดร้อนแสนสาหัส

แถลงการณ์ระบุว่า KNU ขอประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีพื้นที่พลเรือนทั้งในกอทูเล และในพื้นที่นอกเหนือการควบคุมของกองทัพเมียนมาอื่นๆ การโจมตีของกองทัพเมียนมาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างจงใจแทบจะทุกวันในปัจจุบัน กระทั่งเกิดเหตุหลายครั้งหลายแห่งในวันเดียว นี่คือการละเมิดหลักขั้นพื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศซึ่งรวมถึงการต้องรู้จักจำแนกแยกแยะระหว่างพลเรือนกับผู้ถืออาวุธ และคือการแสดงถึงความเพิกเฉยไม่แยแสต่อความปลอดภัยของชุมชนชายแดนไทยแต่อย่างใด

KNU ระบุว่า ภายในตุลาคม 2569 เพียงเดือนเดียว อากาศยานของกองทัพเมียนมาได้โจมตีจังหวัดมือตรอ (MuMtraw) ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศไทยรวมทั้งหมดถึง 13 วัน และเฉพาะในสัปดาห์สุดท้ายของตุลาคมนั้น มีการโจมตีทางอากาศที่พุ่งเป้าไปยังท่าข้ามริมน้ำสาละวินจำนวน 3 แห่ง คือ แม่หนึทะ (Mae Nu Hta) ราทะ (Rah Hta) และตอเลท่า (Thaw Leh Hta) ทั้งในวันที่ 25, 27 และ 31 ตุลาคม เรามีความเสียใจอย่างยิ่งที่การโจมตีตอเลท่า ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำสาละวินของสถานที่ดังกล่าว

“ท่าข้ามเรือเล็กๆ เหล่านี้ ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนกว่า 120,000 คนในจังหวัดมือตรอและอีกหลายแสนคนในพื้นที่รายรอบ ทั้งคนค้าขายชายแดน เกษตรกร และชาวบ้านสองฟากฝั่งน้ำต่างก็ต้องพึ่งพาท่าข้ามเรือเพื่อการทำมาหาเลี้ยงชีพ ชุมชนสองฝั่งสาละวินไปมาหาสู่ค้าขายระหว่างกันมาหลายชั่วอายุคน แม่น้ำสาละวินมิใช่กำแพงที่แบ่งแยก หากคือสะพานเชื่อมชาวบ้านทั้งสองฝั่ง การโจมตีสายน้ำและเส้นทางการค้าบนสายน้ำจึงเท่ากับการโจมตีชีวิตและวิถียังชีพของประชาชนชายแดนทั้งสองประเทศ” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ของ KNU ระบุด้วยว่า สำนักงานการค้าชายแดนและความมั่นคงของ KNU ได้รับการจัดตั้งขึ้นในจังหวัดมือตรอเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การค้าชายแดนของชุมชนท้องถิ่น และเพื่อป้องกันปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมายภายใต้ระบบและกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น ในเดือนธันวาคม 2568 กองกำลังรักษาความมั่นคงชายแดนของ KNU ยึดยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทมูลค่ากว่า 496 ล้านบาทที่ถูกลำเลียงมาตามแม่น้ำสาละวิน และได้ทำการเผาทำลายต่อหน้าสาธารณชนและสื่อมวลชน ล่าสุดในวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานการค้าชายแดนฯ ยังได้เป็นผู้นำในปฏิบัติการร่วมระหว่าง KNU กับหน่วยงานท้องถิ่นของไทยในการสกัดกั้นการลักลอบขนไม้เถื่อนบนแม่น้ำสาละวินอีกด้วย

แม้รัฐบาลทหารเมียนมาโดยผู้นำเผด็จการมินอ่องหล่ายซึ่งแต่งตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีหลังการเลือกตั้งจอมปลอม จะเอ่ยเรียกร้องสันติภาพและให้คำมั่นว่าจะกลับมาเปิดการค้าชายแดนกับไทย การโจมตีทางอากาศรวมถึงการใช้โดรนโจมตีรายวันกลับเพิ่มความรุนแรงขึ้น

นับตั้งแต่ปลายปี 2568 ปฏิบัติการของกองทัพเมียนมาร่วมกับพันธมิตรในการยึดทางหลวงสายเอเชียบางช่วงกลับคืน ส่งผลให้พลเรือนอย่างน้อย 10,658 คน (ชาย 5,524 คน หญิง 5,134 คน) จาก 2,500 ครัวเรือนในกว่า 10 หมู่บ้านต้องพลัดถิ่นฐาน บ้านเรือนกว่า 170 หลังพังพินาศ และมีชาวบ้านเสียชีวิต 7 คน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอำเภอรามาตี ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของ KNU ตอนใต้ของจังหวัดเมียวดี ตรงข้ามกับบริเวณบ้านแม่โกนเกน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ปัจจุบัน ผู้พลัดถิ่นในเมียนมาที่หลบภัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเมยได้แต่ใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดผวาจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา

“รัฐบาลทหารเมียนมากำลังใช้การค้าชายแดนกับไทยเป็นอาวุธอย่างโจ่งแจ้ง มีรายงานจากประชาชนและสื่อมวลชนจำนวนมากที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีการเพิ่มมาตรการเข้มงวดตรวจตราด้านความมั่นคง ซึ่งรวมถึงการบุกเข้าตรวจค้นโกดังสินค้า ศูนย์ค้าส่ง และรถบรรทุกที่ขนส่งสินค้าไทยอย่างอุกอาจ การตรวจค้นเหล่านี้เกิดขึ้นแม้บนเส้นทางสายหลักที่อยู่ในการควบคุมของกองทัพเมียนมาอยู่แล้ว เช่น ทางหลวงเมียวดี-พะอัน-มะละแหม่ง จุดตรวจติงกันญี่นอง (Thingan Nyinaung) อำเภอกอกอกะเร็ก และสะพานข้ามแม่น้ำสาละวินภายในประเทศ ปฏิบัติการดังกล่าวก่อกวนการค้าที่สุจริตถูกกฎหมาย สร้างความเสียหายให้แก่ผู้ประกอบการไทยและเศรษฐกิจชายแดน อีกทั้งยังทำให้ชุมชนภายในเมียนมา ต้องเผชิญกับภาวะราคาสินค้าพุ่งสูงและการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน” แถลงการณ์ระบุ

KNU ระบุว่าเนื่องจากเราต่างมีพรมแดนร่วมกันเป็นเส้นทางยาว การดำรงชีพและเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองฝั่งจึงต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน การปิดกั้นการค้าชายแดนของประชาชนทั้งสองประเทศมิใช่ทางออก เมื่อหน่วยงานท้องถิ่นห้ามมิให้การค้าสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานดำเนินต่อได้ ประชาชนก็ย่อมถูกผลักให้ไปใช้ช่องทางลักลอบเพื่อหาซื้อและขายสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ส่งผลกระทบต่อความพยายามปราบปรามอาชญากรรมและการค้าผิดกฎหมายที่แท้จริง ภูมิภาคของเรากำลังเผชิญกับภัยจากขบวนการล่อลวงออนไลน์ (สแกม) ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว หากประชาชนสูญเสียโอกาสในการเลี้ยงชีพโดยสุจริต ก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงและความกดดันที่จะหันเข้าสู่กิจกรรมผิดกฎหมายเพื่อความอยู่รอด

KNU มีหน้าที่ดูแลวิถีดำรงชีพและความอยู่รอดของประชาชนอย่างน้อย 1.5 ล้านคนในทั้งเจ็ดจังหวัด รวมถึงชุมชนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ เกษตรกร ธุรกิจขนาดเล็ก โรงเรียนหลายพันแห่ง และสถานพยาบาลอีกหลายร้อยแห่ง เราจึงมุ่งมั่นทำงานเพื่อการค้าที่สุจริตถูกกฎหมาย วิถีดำรงชีพของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนที่เจริญรุ่งเรือง เพื่อปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และความร่วมมืออย่างรับผิดชอบกับหน่วยงานรัฐไทย

แถลงการณ์ระบุว่า KNU ขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงไทย อาเซียน และสหประชาชาติ ช่วยกันใช้แรงกดดันเพื่อยุติการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน รวมถึงจำกัดการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและอาวุธของรัฐบาลทหารเมียนมา และขอแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลไทยและหน่วยราชการไทย ที่ได้ให้ที่พักพิงอันปลอดภัยแก่พลเรือนที่หลบหนีการโจมตีของกองทัพเมียนมา และขอความกรุณาให้ยินยอมให้ที่พักพิงแก่ผู้ยากลำบากเช่นนี้ต่อไป รวมถึงเปิดให้มีการค้าสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน เสริมสร้างการประสานงานกับ KNU ในด้านการให้ความคุ้มครองต่อพลเรือน การอำนวยความสะดวกแก่การค้าที่สุจริตถูกกฎหมาย และความมั่นคงชายแดน

“ขอยืนยันถึงพันธกิจในการคุ้มครองพลเรือน การยึดมั่นในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การเคารพอธิปไตยของประเทศไทย และการร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐไทย เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความสงบสุข มีเสถียรภาพ และเจริญรุ่งเรือง อันจะเป็นประโยชน์ของชุมชนทั้งสองฝั่ง” KNU