วันที่ 4 พ.ย. 2569 เกิดเหตุความตื่นตระหนกขึ้นในชุมชนแถบลุ่มน้ำซำ แขวงหัวพัน สปป.ลาว หลังเกิดเหตุบ่อกักเก็บกากแร่แรร์เอิร์ธของโครงการเหมืองแร่บ้านทับเผิ่ง 2 (เมืองซำเหนือ)แตก มวลน้ำและตะกอนดินจากบ่อกักเก็บกากแร่ และไหลลงสู่ลำน้ำแวนและน้ำซำ ในช่วงคืนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา
ล่าสุด จากเพจ Pakaad สื่อออนไลน์ รายงานข่าวการประชุมขส่วนท้องถิ่น ในวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ทางสภาหมู่บ้านและตัวแทนชุมชนในพื้นที่ ทั้งบ้านนากาว และบ้านนาคูน เมืองกาแวน ได้ออกประกาศด่วนแจ้งเตือนประชาชนตามแนวแม่น้ำแวนและแม่น้ำซำ ตั้งแต่เมืองกาแวนลงไป ให้ “หยุดใช้น้ำเป็นการชั่วคราวในทุกกิจกรรม” จนกว่าจะมีการตรวจสอบและแจ้งผลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ระดับเมือง แขวง และส่วนกลาง เร่งลงมาช่วยเหลือ ทั้งการตรวจคุณภาพน้ำ และหาน้ำสะอาดทดแทนมารดน้ำผัก ทำการเกษตร และใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเร่งด่วน
ในการประชุมด่วนของผู้นำท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ยืนยันว่าหลังจากได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ระดับเมือง และกรรมการหมู่บ้านได้ลงไปดูสถานที่จริง พบมวลน้ำพร้อมตะกอนไหลท่วมโรงเรียนจนเสียหายบางส่วนจริง ชาวบ้านกลัวมากและไม่กล้าใช้น้ำเพราะกลัวสารพิษ
แม้เจ้าหน้าที่ระดับเมืองและเจ้าหน้าที่แขวงภาคสนามจะบอกว่า ยังไม่มีการยืนยันว่าอ่างที่แตกใช่อ่างสารเคมีอันตราย หรือไม่ แต่ชาวบ้านเกินกว่าครึ่งก็ยังไม่เชื่อและไม่มั่นใจ เพราะกลัวเรื่องผลกระทบ และบริษัทเจ้าของบ่อแร่ที่บ้านต้นเผิ่งเคยบอกว่าจะไม่ให้มีผลกระทบ แต่เราก็กลัวอยู่ เพราะว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อไร่นา ไร่สวน สัตว์ปูปลานาน้ำของชาวบ้าน ทางชุมชนจึงเรียกร้องให้ฝ่ายสิ่งแวดล้อม เมือง/แขวง และบริษัทเหมืองแร่ ทำ “บันทึกข้อตกลง” เซ็นชื่อกันเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนว่า ถ้าสิ่งแวดล้อมเสียหาย ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ
ด้านตัวแทนผู้อาวุโสของชุมชน กล่าวว่า มีบทเรียนเมื่อ 2–3 ปีก่อน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่เคยเกิดสารเคมีรั่วลงน้ำแวนและน้ำซำ จนปลาตาย วัวควายชาวบ้านตาย เรื่องเคยส่งไปถึงระดับรัฐบาลและข้อตกลงกติกาในการแก้ไขปัญหาไว้หมดแล้ว ก็ผ่านไปด้วยดี พอมาเกิดเรื่องซ้ำอีก จึงต้องถามหาความรับผิดชอบกันตรง ๆ อยากให้อิงใส่ระเบียบแลหลักการที่เขียนไว้ว่า บริษัทจะรับผิดชอบอย่างไร เพราะได้เขียนไว้หมดแล้ว
“ในฐานะประชาชนที่อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ เมื่อเกิดเหตุระเบิดหรือแตกขึ้นมาแบบนี้อีก เราแทบไม่รู้จะพูดยังไง เรามีระเบียบ มีหลักการ มีข้อเรียกร้องที่สร้างกันไว้ตั้งแต่คราวก่อนครบถ้วนหมดแล้ว วันนี้จึงต้องกลับมาถามตรง ๆ ตามระเบียบว่า ทั้งบริษัทและองค์กรจัดตั้งทุกภาคส่วนจะมีความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร และจะรับผิดชอบตามกติกาเดิมที่ตกลงกันไว้หรือไม่” ผู้อาวุโสชุมชนกล่าว
และผู้อาวุโสคนเดียวกันกล่าวอีกว่า ดังนั้นแนวทางให้ชาวบ้านช่วยกันสังเกตและตั้งคำถามตรวจสอบความเสียหายจริง 4 ข้อ 1. มีปลาตายในน้ำหรือไม่ 2. สัตว์ชนิดไหนไปกิน ไปแตะต้อง หรือสัมผัสน้ำแล้วผิดปกติหรือไม่ 3. มีใครเจ็บป่วยหรือร่างกายผิดปกติหรือไม่ 4. แหล่งอาหารและพืชผลเสียหายไหม ทั้งแปลงผัก สวนหม่อน การทำนา รวมถึงวัวควายสัตว์เลี้ยง
ตัวแทนชุมชนย้ำทิ้งท้ายหลักฐานมีเยอะมาก ขอให้ชาวบ้านทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือช่วยกันถ่ายรูป ถ่ายคลิปวิดีโอจากที่เกิดเหตุจริงเก็บไว้เป็นหลักฐาน แม้ไม่อยากให้เกิดความเสียหาย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องเอาความจริงและหลักฐานเชิงประจักษ์นี้ไปทวงถามความรับผิดชอบให้ถึงที่สุด ไม่อยากให้มีการหมกเม็ดปัญหาไว้
