Search

สหรัฐฯตั้งเป้าชัดสร้างโอกาสเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธในพม่า-คณะผู้แทนทางการทูตประจำพม่าวางกรอบยุทธศาสตร์-นักสิ่งแวดล้อมกังวลเผยสะท้อนให้เห็นผลประโยชน์มาก่อนความปลอดภัยของประชน

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่เอกสารกรอบยุทธศาสตร์คณะผู้แทนทางการทูต (Mission Strategy Framework) ของคณะผู้แทนทางการทูตสหรัฐอเมริกาประจำพม่า (U.S. Mission to Burma)โดยเอกสารดังกล่าวระบุเป้าหมายที่ 1 คือ ปกป้องพลเมืองสหรัฐฯ และมาตุภูมิจากภัยคุกคามข้ามชาติที่มีต้นทางจากพม่า วัตถุประสงค์ที่ 1.1 สกัดขัดขวางเครือข่ายอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับเมียนมา โดยประสานงานกับภาคี เป้าหมายที่ 2 แก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าโดยขยายโอกาสการส่งออกของสหรัฐฯ เป้าหมายที่ 3 ส่งเสริมเงื่อนไขที่เอื้อต่อวาระสันติภาพที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในเมียนมา (inclusive Peace Agenda) และเป้าหมายที่ 4 ขยายบทบาทและการมีปฏิสัมพันธ์ของสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มอิทธิพลในภูมิภาค

“ลำดับความสำคัญของหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต (Chief of Mission Priorities) สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ณ กรุงย่างกุ้ง ดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสำคัญตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy) ของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ โดยปกป้องพลเมืองสหรัฐฯ จากภัยคุกคามข้ามชาติที่มีต้นทางจากพม่า ปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสนับสนุนเสถียรภาพในภูมิภาคท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของพม่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประชิดทั้งจีนและอินเดีย ตลอดจนความท้าทายทางการเมืองและมนุษยธรรมที่ดำเนินอยู่ ทำให้พม่าเป็นประเทศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสหรัฐฯ” เอกสารระบุ

“แนวทางของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของนโยบายต่างประเทศอเมริกาต้องมาก่อน (America First Foreign Policy) ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ และแผนยุทธศาสตร์หน่วยงานของกระทรวงการต่างประเทศ เราจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับภาคีในภูมิภาค รวมถึงกลุ่ม Asia Quad ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ กลุ่ม Asia Troika ได้แก่ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และสหรัฐฯ ตลอดจนอาเซียน เพื่อเพิ่มอิทธิพลของสหรัฐฯ และผลักดันการดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพในด้านสันติภาพ ความมั่งคั่ง และความมั่นคงในพม่า” เอกสารระบุ

เอกสารของสหรัฐยังระบุถึงภาพรวมเป้าหมายที่ 3 ว่าคณะผู้แทนฯ จะสนับสนุนความพยายามให้เกิดการหยุดยิงที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนวาระสันติภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ในเพม่า โดยอำนวยให้เกิดการเจรจาและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย เพื่อช่วยวางรากฐานสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืนและการปรองดองแห่งชาติ เป้าหมายนี้สอดคล้องกับประเด็นสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมเสถียรภาพ สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาล วัตถุประสงค์ที่ 3.1 สนับสนุนความพยายามให้เกิดการยุติการสู้รบ (cessation of hostilities) และการหยุดยิงที่ยั่งยืน ซึ่งเปิดทางไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนภายในปี 2030

ภาพรวมวัตถุประสงค์ที่ 3.1 มุ่งสนับสนุนความพยายามของฝ่ายพม่าและนานาชาติในการยุติความขัดแย้งในพม่าด้วยข้อตกลงสันติภาพภายในเดือนกรกฎาคม 2030 คณะผู้แทนฯ จะติดต่อหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และประสานงานกับภาคีระหว่างประเทศเพื่ออำนวยให้เกิดการเจรจา การบรรลุวัตถุประสงค์นี้จะช่วยขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และสิทธิมนุษยชนในพม่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื้อหาที่น่าสนใจที่สุด คือวัตถุประสงค์ที่ 3.2 ลดความแตกแยกระหว่างกลุ่มฝ่ายค้านระดับรัฐและระดับท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการหารือสันติภาพทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2030 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอิทธิพลของสหรัฐฯ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนของสหรัฐฯ ให้ได้เปรียบผู้เล่นรายอื่นในภูมิภาค โ

“คณะผู้แทนฯ จะอำนวยให้เกิดเวทีหารือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายอย่างน้อย 3 เวที ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงหรือข้อเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันระบบสหพันธรัฐทางการคลัง (fiscal federalism) และการกำหนดเขตแดนภายในประเทศ (territorial demarcation) ในเมียนมา ซึ่งจะสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรแร่หายาก (rare earth resources) อันอุดมสมบูรณ์ของเมียนมา”เอกสารของสหรัฐฯระบุ

นอกจากนี้จะปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (scam centers) การลดความแตกแยกระหว่างองค์กรส่วนกลาง องค์กรระดับรัฐ และองค์กรชาติพันธุ์ จะช่วยให้คณะผู้แทนฯ สร้างเงื่อนไขสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืนและการปกครองที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม วัตถุประสงค์นี้สนับสนุนประเด็นสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมธรรมาภิบาล เอกภาพแห่งชาติ และเสถียรภาพในภูมิภาค

น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers and Rights) กล่าวว่า เอกสารที่เผยแพร่นี้สะท้อนว่า การเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธ (rare earth elements) ในพม่าเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของสหรัฐฯ ขณะที่แร่แรร์เอิร์ธจากพม่าส่งออกไปยังจีนเป็นหลัก สหรัฐฯ จึงต้องการเข้ามามีบทบาทในทรัพยากรที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์นี้ และเอกสารนี้ใช้คำว่าจะทำให้สหรัฐมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรแร่หายากอันอุดมสมบูรณ์ของพม่า (will create opportunities to access Burma’s bountiful rare earth resources)

“เห็นประโยคนี้ก็บอกได้เลยว่าสหรัฐมองพม่าอย่างไร สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลประโยชน์ด้านแร่กำลังมีน้ำหนักเหนือสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของประชาชน การที่พลเอกมิน อ่อง หล่ายได้รับการต้อนรับในการเยือนต่างประเทศ ทั้งที่กองทัพพม่ายังคงโจมตีพลเรือนด้วยเครื่องบินรบและอาวุธหนัก ทำให้ต้องตั้งคำถามว่า รัฐบาลต่างๆ ให้ความสำคัญกับชีวิตของประชาชนในพื้นที่มากเพียงใด ความรุนแรงหลังรัฐประหารในพม่าได้คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากและทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น แต่การแข่งขันเพื่อเข้าถึงทรัพยากรแร่กลับดำเนินต่อไปและเข้มเข้นยิ่งขึ้น โดยยังไม่มีความรับผิดชอบที่ชัดเจนต่อผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองและมลพิษข้ามพรมแดน”น.ส.เพียรพร กล่าว

กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิกล่าวว่าสำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากการทำเหมืองในพม่าบริเวณต้นน้ำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว การตรวจพบสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำตามแนวชายแดนสะท้อนว่าชุมชนในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี กำลังแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และปากท้อง ขณะที่ประเทศมหาอำนาจแข่งขันกันสร้างความมั่นคงด้านแร่ให้ตนเอง เราไม่ควรยอมให้แม่น้ำและอนาคตของผู้คนกลายเป็นเหยื่อของการแข่งขันนี้ แร่แรร์เอิร์ธและแร่สำคัญอื่นๆ ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์และความมั่นคงของประเทศมหาอำนาจ การแข่งขันเพื่อเข้าถึงแร่เหล่านี้จึงเป็นทั้งเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางยุทธศาสตร์

“ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในพม่าที่ต้นน้ำ สารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแม่น้ำของไทย และลุ่มน้ำโขง สาละวิน กำลังถูกทำให้กลายเป็นพื้นที่สังเวยเพียงเพื่อให้ประเทศมหาอำนาจได้มีความมั่นคงในทรัพยากรแร่เหล่านี้ จึงไม่แปลกใจที่การโจมตีพื้นที่ที่ชายแดนไทยด้าน จ.ตาก และจ.แม่ฮ่องสอน ที่กระทำโดยกองทัพพม่านั้นไม่ได้สนใจผลกระทบต่อประชาชนไทยแต่อย่างใด การเจรจาด้านความมั่นคงหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต้องไม่แลกกับการละเลยความสูญเสียเหล่านี้”