
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน (Labour Rights Foundation: LRF) และเครือข่ายพันธมิตรแรงงาน ยื่นหนังสือถึงนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอให้ตรวจสอบกระบวนการจัดทำเอกสารรับรองสถานะบุคคล (CI) และการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา หลังพบว่ามีค่าใช้จ่ายหลายรายการที่สร้างภาระให้แรงงานจำนวนมาก พร้อมเสนอให้รัฐบาลทบทวนขั้นตอนและเปิดทางให้แรงงานสามารถต่ออายุใบอนุญาตทำงานได้ภายในประเทศไทย
หนังสือระบุว่า ปัจจุบันแรงงานเมียนมาที่ต้องจัดทำเอกสาร CI ในศูนย์บริการ 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และชลบุรี ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายหลายส่วน โดยมีรายละเอียดตามข้อมูลที่มูลนิธิฯได้รับ ดังนี้ การชำระเงินผ่านร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จำนวน 2,670 บาท การแสดงหลักฐานการโอนเงินกลับประเทศให้ครอบครัวจำนวน 5,000 บาท หากไม่มีหลักฐานต้องซื้อสลิปผ่านนายหน้าหรือผู้ดำเนินการด้านเอกสารของเมียนมา โดยมีค่าใช้จ่าย 400–1,500 บาท ขณะที่ค่าลงตราประทับแรงงาน 2 ตราประทับอยู่ที่ 2,500 บาท และหากดำเนินการผ่านนายหน้าอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็น 3,000 บาท
หนังสือยังระบุว่า การขอเอกสาร CI หรือ Certificate of Identity จากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวม มีค่าใช้จ่าย 690 บาทต่อคน แต่หากดำเนินการผ่านระบบนายหน้าอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1,100 บาทต่อคน มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงานเห็นว่าค่าใช้จ่ายและขั้นตอนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อแรงงาน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยและต้องพึ่งพานายหน้าในการดำเนินการด้านเอกสาร
ทางมูลนิธิจึงเสนอให้รัฐบาลไทยระงับกระบวนการจัดทำ CI รวมถึงการตรวจลงตราวีซ่าเป็นเวลาอย่างน้อย 1–2 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลเมียนมาปรับปรุงเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดทำเอกสารเดินทาง พร้อมขอให้รัฐบาลไทยเจรจาไม่ให้รัฐบาลเมียนมาเรียกเก็บภาษีจากแรงงานที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย และไม่กำหนดเงื่อนไขบังคับให้แรงงานต้องโอนเงินกลับประเทศในสัดส่วนร้อยละ 25 ของรายได้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระและอาจเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับเงินจากแรงงาน
หนังสือระบุถึงแรงงานเมียนมาที่เข้ามาทำงานผ่านระบบ MOU ซึ่งใบอนุญาตทำงานเดิมจะหมดอายุในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 และได้รับการต่ออายุผ่านระบบ E-Work Permit ออกไปอีก 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570 โดยคาดว่าจะมีแรงงานเมียนมาที่ได้รับการต่ออายุประมาณ 1.4 ล้านคน ซึ่งมูลนิธิแสดงความกังวลว่า หากการต่ออายุครั้งต่อไปกำหนดให้แรงงานต้องเดินทางกลับไปดำเนินการที่ชายแดนไทย–เมียนมา อาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การสูญเสียรายได้ และความไม่แน่นอนในการกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยเฉพาะแรงงานที่กังวลว่าจะถูกเกณฑ์ทหาร
“กระบวนการต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่านระบบ E-Work Permit สามารถดำเนินการให้เสร็จภายในประเทศไทย พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศขั้นตอน เอกสาร ระยะเวลา และวิธีดำเนินการอย่างเป็นทางการ เพื่อให้แรงงานได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึง และประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้เสนอให้รัฐบาลผ่อนผันให้แรงงานเมียนมากลุ่ม MOU ที่ครบกำหนดทำงาน 4 ปี สามารถดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานภายในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว และพิจารณาใช้เอกสารอื่นแทนหนังสือเดินทางที่อาจหมดอายุระหว่างรอการอนุญาต เพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานต้องหลุดจากระบบและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย”หนังสือระบุ