Search

อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนต่อสื่อไทย

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders-RSF) ได้เผยแพร่บทความ “นอกเหนือจากการเซ็นเซอร์: อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนต่อสื่อไทย” Beyond censorship: China’s growing influence on Thailand’s media ว่าระบอบการปกครองจีนได้ขยายบทบาทในภาคสื่อของไทยผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับสำนักข่าวและนักข่าวไทย พร้อมทั้งพยายามปิดกั้นข่าวที่ตนไม่พอใจด้วยการข่มขู่สื่อและนักข่าวเหล่านั้น โดย RSF ได้พูดคุยกับนักข่าวไทยจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ขอไม่เปิดเผยชื่อเพราะกลัวการตอบโต้ เกี่ยวกับผลกระทบของพลวัตเหล่านี้ต่อการรายงานข่าวของพวกเขา และการเปลี่ยนแปลงแนวทางการนำเสนอเรื่องราวในภูมิทัศน์สื่อไทย

จีนได้สานสัมพันธ์กับไทยให้แน่นแฟ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแข่งขันกับสหรัฐฯ ในฐานะหนึ่งในประเทศคู่สัมพันธ์ที่มีอิทธิพลต่อกรุงเทพฯ มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นนี้อาจส่งผลเสียต่อประเทศไทย นักข่าวบางคนของประเทศแสดงความกังวลต่อ RSF ว่า การที่ปักกิ่งควบคุมภูมิทัศน์สื่อไทยอย่างเข้มงวดขึ้น อาจกำลังเปลี่ยนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ให้กลายเป็น “รัฐบริวารของจีน”

“ระดับที่การโฆษณาชวนเชื่อของจีนแทรกซึมเข้าสู่ภูมิทัศน์สื่อและมีส่วนทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) ในประเทศไทยเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะบ่อนทำลายความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการโดยตรง ระบอบการปกครองจีนใช้วิธีการสร้างอิทธิพลหลากหลายรูปแบบ ทั้งแรงกดดันทางการทูตผ่านสถานทูต การลงทุนในสื่อ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้นักข่าว และข้อตกลงอย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดแนวทางการนำเสนอของสื่อ และจำกัดการปรากฏของข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับการโฆษณาชวนเชื่อของปักกิ่ง สถานการณ์นี้ควรเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลไทย ตลอดจนสถาบันสื่อของประเทศ เสริมสร้างกลไกคุ้มครองเสรีภาพสื่อและความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ” Aleksandra Bielakowska ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์นโยบาย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก RSFสถานทูตจีน: แหล่งกดดันสำคัญ

สถานทูตจีน: แหล่งกดดันสำคัญ

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2023 Thai Public Broadcasting Service (Thai PBS) ออกอากาศบทสัมภาษณ์ Jaushieh Joseph Wu ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันในขณะนั้น ไม่นานหลังการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ โดยมีการนำบางช่วงออกอากาศทางโทรทัศน์และเผยแพร่ฉบับเต็มทางออนไลน์ สถานทูตจีนในกรุงเทพฯ ได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาสถานีว่าเปิดพื้นที่ให้ “กลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่เรียกร้องเอกราชไต้หวัน” สถานทูตอ้างว่าบทสัมภาษณ์ดังกล่าว “ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนจีน” และกล่าวหาสถานีว่า “ใช้เสรีภาพสื่อในทางที่ผิด”

ตามข้อมูลจากผู้ที่ทราบเรื่องกรณีนี้ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเพราะกลัวการตอบโต้ สถานทูตจีนได้นัดประชุมกับผู้บริหารสถานี และมีการบรรลุข้อตกลงให้นำบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ของสถานีประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเผยแพร่ ส่วนรายงานที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ไม่ได้รับผลกระทบ การนำบทสัมภาษณ์ออกเกิดขึ้นโดยสถานีไม่ได้ชี้แจงต่อสาธารณะ ทำให้นักข่าวและผู้ติดตามสถานการณ์สื่อกังวลถึงผลกระทบของแรงกดดันทางการทูตจากจีนต่อความเป็นอิสระทางบรรณาธิการในประเทศไทย ณ เวลาที่เขียนรายงานนี้ สถานทูตจีนประจำประเทศไทยและ Thai PBS ยังไม่ได้ตอบคำขอความเห็นจาก RSF

แรงกดดันจากสถานทูตจีนเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ Thai PBS หรือแม้แต่เฉพาะในประเทศไทย เพราะสถานทูตจีนเป็นกลไกสำคัญในการปฏิบัติการสร้างอิทธิพลต่อสื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ทั่วโลก ผู้ประกอบวิชาชีพข่าวชาวไทยจำนวนมากที่พูดคุยกับ RSF เล่าถึงการที่นักการทูตจีนเข้ามาเผชิญหน้ากับนักข่าวเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับการรายงานข่าวที่ปักกิ่งมองว่าเป็นประเด็นอ่อนไหว ในกรณีสำคัญกรณีหนึ่งเมื่อปี 2022 เจ้าหน้าที่หลายคนจากสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ เข้ามาเผชิญหน้ากับนักข่าวไทยคนหนึ่งระหว่างงานเลี้ยงรับรองทางการทูต เกี่ยวกับการรายงานข่าวของเขาเรื่องการประหัตประหารชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ในจีน เจ้าหน้าที่สถานทูตคนหนึ่งเตือนว่า สำนักข่าวของนักข่าวคนดังกล่าวจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงการสัมภาษณ์เอกอัครราชทูตจีนอีกต่อไป

นับแต่นั้น ความพยายามของสถานทูตในการควบคุมการนำเสนอภาพของจีนในประเทศไทยก็เปิดเผยมากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น ในเดือนสิงหาคม 2025 เจ้าหน้าที่สถานทูตเข้าแทรกแซงนิทรรศการศิลปะที่หอศิลปะวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร โดยกดดันให้ผู้จัดนำผลงานที่เกี่ยวข้องกับฮ่องกง ทิเบต และ East Turkestan (เตอร์กิสถานตะวันออก) ของจีน ที่รู้จักกันในชื่อเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และเซ็นเซอร์ข้อความบนป้ายคำอธิบายผลงาน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเหตุการณ์นี้ แต่มีสื่อไทยเพียงไม่กี่แห่งที่ติดตามรายงานต่อ เมื่อเว็บไซต์ข่าวสด Khaosod English เผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นของนักข่าวประวิตร โรจนพฤกษ์ เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์นิทรรศการ อัครราชทูตที่ปรึกษาด้านกิจการสื่อของสถานทูตจีนได้เดินทางไปที่สำนักงานข่าวสด และตามคำบอกเล่าของนักข่าว ได้บอกเขาว่า นโยบายจีนเดียว (One China policy) ของปักกิ่ง ซึ่งนิทรรศการดังกล่าวตั้งคำถามนั้น ไม่อาจถูกท้าทายได้การสร้างอิทธิพลต่อภูมิทัศน์สื่อไทยผ่านความร่วมมือกับสื่อและทริปสื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ

การสร้างอิทธิพลต่อภูมิทัศน์สื่อไทยผ่านความร่วมมือกับสื่อและทริปสื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ

ประวิตร โรจนพฤกษ์ บอก RSF ว่าแรงกดดันจากจีนในลักษณะนี้อาจส่งเสริมให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองภายในกองบรรณาธิการไทย “เมื่อนักข่าวเห็นบรรณาธิการของตนเดินทางไปจีนเป็นประจำ พวกเขาก็ย่อมระมัดระวังตัวมากขึ้นเอง” เขากล่าว

ธีรนัย จารุวัสตร์ อดีตอุปนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เขียนว่าหน่วยงานรัฐบาลจีนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปจีนให้แก่บุคลากรสื่อไทยจำนวนมาก นักข่าวได้รับเชิญให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูง เยี่ยมชมพื้นที่ดำเนินโครงการริเริ่มของรัฐบาล เช่น โครงการแก้ปัญหาความยากจน และเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับโครงการเหล่านั้น นักข่าวไทยคนหนึ่งที่เข้าร่วมการเดินทางลักษณะนี้เพื่อเยี่ยมชมโครงการโครงสร้างพื้นฐานในจีน บอก RSF ว่า สิ่งที่นำเสนอแก่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นข้อมูลด้านเดียว เช่น เรื่องราวที่เน้นว่าโครงการของจีนในแม่น้ำโขงและรถไฟจีนลาว ช่วยบรรเทาความยากจนได้อย่างไร การเดินทางเหล่านี้กำลังเปลี่ยนรูปแบบไป โดยสำนักข่าวซินหัว Xinhua เปิดเผยว่า ในปี 2026 สมาคมสื่อมวลชนไทยจีน ได้เชิญผู้ประกอบวิชาชีพสื่อชาวไทยไปจีนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI และรูปแบบใหม่ ๆ ในการผลิตเนื้อหา

ขณะเดียวกัน สื่อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐจีน รวมถึงสำนักข่าวซินหัว Xinhua News Agency,สถานีวิทยุระหว่างประเทศแห่งประเทศจีน (China Radio International: CRI) และเครือข่ายโทรทัศน์โกลบอลแห่งประเทศจีน (China Global Television Network: CGTN) ได้ขยายการผลิตเนื้อหาข่าวภาษาไทยอย่างมาก สื่อเหล่านี้ยังทำข้อตกลงแบ่งปันเนื้อหา (content-sharing agreements) กับองค์กรสื่อไทยหลากหลายแห่ง รวมถึงสถานีสื่อสาธารณะและสื่อสิ่งพิมพ์กระแสหลัก ภายในสิ้นปี 2019 แพลตฟอร์มสื่อภาษาไทยอย่างน้อย 12 แห่งได้บรรลุข้อตกลงแบ่งปันเนื้อหากับ Xinhua นอกจากนี้กรมประชาสัมพันธ์ของไทยยังมีข้อตกลงความร่วมมือหลายฉบับโดยตรงกับ Xinhua News Agency และ China Media Groupวงการข่าวไทยที่ขาดแคลนและเปราะบาง

วงการข่าวไทยที่ขาดแคลนและเปราะบาง

ตามรายงานของ RFA-Radio Free Asia เฉพาะในปี 2024 มีรายงานว่าองค์กรข่าวไทยมากกว่า 300 แห่งเลิกจ้างพนักงาน ทำให้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทสไทย เรียกปีดังกล่าวว่า “ปีแห่งความยากลำบาก” สถานการณ์ทางการเงินที่เลวร้ายลงก่อให้เกิดความกังวลต่อความสามารถของสำนักข่าวในการรักษาความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ ตามข้อมูลจากนักข่าวไทยคนหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ นับแต่นั้นนักข่าวหลายคนจากสถานีโทรทัศน์กระแสหลักของไทยได้ย้ายไปทำงานกับองค์กรสื่อจีน

Joshua Kurlantzick นักวิจัยอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้แห่ง Council on Foreign Relations (CFR) บอก RSF ว่า หากสภาพเศรษฐกิจของวงการข่าวไทยไม่เปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน การพึ่งพาเนื้อหาจากสื่อที่รัฐจีนควบคุมก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่สำหรับการรายงานประเด็นเกี่ยวกับจีนอย่างเป็นอิสระและวิพากษ์วิจารณ์จะยังคงหดแคบลง

ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 92 จาก 180 ประเทศและดินแดนในดัชนีเสรีภาพสื่อปี 2026 (RSF World Press Freedom Index) ลดลงเจ็ดอันดับจากปี 2025 ส่วนจีนยังคงเป็นประเทศที่คุมขังนักข่าวมากที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมีนักข่าวถูกควบคุมตัว 121 คน และอยู่ในอันดับที่ 178 จาก 180 ประเทศและดินแดนในดัชนีดังกล่าว