มายา สุทธิวงศ์

“เราไม่ได้อยากเป็นคนผิดกฎหมาย พวกเราเข้ามาทำงานสุจริต เราก็แค่มนุษย์คนหนึ่งที่อยากมีชีวิตที่ดี อยากมีบ้านที่อบอุ่น มีอาหารอร่อยๆ มีครอบครัวให้กลับไปหา เราก็มีความพยายามที่จะทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง” คำพูดในทำนองตัดพ้อของบัว (นามสมมติ) หญิงสาวชาวไทใหญ่ที่เข้ามาขายแรงงานเป็นผู้ช่วยเชฟในร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนความกังวลของแรงงานข้ามชาติที่ต้องการรักษาสถานะการทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ท่ามกลางกระบวนการจัดทำเอกสารพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมา (CI) ที่มีค่าใช้จ่ายสูงและมีขั้นตอนซับซ้อน สำหรับบัว เอกสารเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานทางราชการ แต่เป็นสิ่งที่กำหนดว่าเธอและครอบครัวจะสามารถทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้หรือไม่
บัวมีรายได้เดือนละประมาณ 8,000–9,000 บาท ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน หยุดเพียงวันเดียว แม้จะเป็นพนักงานที่ทำงานเต็มเวลา แต่ได้รับค่าจ้างตามชั่วโมงแบบพาร์ทไทม์และไม่มีสวัสดิการใดๆ รายได้ที่มีต้องนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและดูแลครอบครัว ซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ และพี่ชายที่อาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านเช่า
แม่ของบัวมีอายุมากจนไม่สามารถทำงานได้แล้ว ส่วนพ่อและสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการหาเช้ากินค่ำเพื่อประคับประคองชีวิต
บ้านเกิดของบัวอยู่ที่เมืองแสนหวีในรัฐฉานเหนือ ประเทศเมียนมา ก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 5 ขวบ
บัวเติบโตผ่านระบบการศึกษาไทยจนสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เธอเป็นคนรักการอ่านและชื่นชอบการเรียนภาษา จึงมีความฝันอยากเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยและมีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่เมื่อเติบโตขึ้นบัวเริ่มเข้าใจว่าข้อจำกัดด้านสถานะและโอกาสทางสังคมทำให้ความฝันบางอย่างไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
ปัจจุบันบัวจึงทำงานเป็นพนักงานบริการในร้านอาหาร แม้ไม่ได้เดินไปถึงเส้นทางที่เคยวาดฝันไว้ แต่ยังคงพยายามทำงานและตั้งใจใช้ชีวิตเป็นอย่างดี
ขณะที่นางคำออง (นามสมมติ) แม่ของบัว เล่าว่าเข้ามาทำงานในประเทศไทยเกือบ 20 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านั้นเธอและสามีเคยทำงานในไร่ข้าวโพดบริเวณชายแดนไทยและต้องฝากลูกทั้งสองไว้กับญาติที่รัฐฉาน หมู่บ้านที่เธออยู่ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายนัก ไฟฟ้าก็ไม่เสถียร ในเวลานั้นสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาทำให้ครอบครัวกังวลต่อความปลอดภัยของลูกชาย เนื่องจากมีกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต้องการให้เด็กชายเข้ารับการฝึกทหาร
“เด็กอายุเพียง 13 ปีก็ต้องได้รับการฝึกทหารเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ฉันกับสามีรู้จักความสูญเสียจากสงครามดี เคยมีคนที่เรารู้จักเดินทางไปรบและไม่ได้กลับมาอีกเลย เราจึงไม่ต้องการให้ลูกชายและลูกสาวต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกัน”นางคำอองตัดสินในผละจากถิ่นกำเนิด ตัดสินใจพาลูกน้อยเดินออกจากบ้านเกิด โดยข้ามชายแดนมายังจังหวัดเชียงราย ในเวลานั้นลูกชายมีอายุ 8 ขวบ ส่วนบัวอายุ 5 ขวบ
พ่อของบัวเริ่มต้นด้วยการทำงานก่อสร้าง ขณะที่นางคำอองทำงานเป็นพนักงานบริการ ซึ่งทั้งคู่ต้องทำงานกับอย่างหนักเพื่อหารายได้เลี้ยงลูกทั้งสองคนโดยส่งเข้าเรียนในโรงเรียนไทย
“เราอยากให้ลูกได้เรียนหนังสือ ได้เรียนรู้ภาษาไทย จะได้มีความรู้และใช้ชีวิตในสังคมได้ อยากให้เขาได้เรียนสูงกว่าพ่อกับแม่ที่จบแค่ประถม ถึงจะรู้ว่าเมื่อลูกเติบโตขึ้นอาจไม่มีโอกาสทำอาชีพอื่นนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด แต่เราก็ภูมิใจที่ลูกได้เข้าเรียน อย่างน้อยเขาก็ได้เติบโตและมีชีวิตที่ดีกว่าที่เราเคยมี” ผู้เป็นแม่พูดถึงความใฝ่ฝันของตัวเองในการเลี้ยงดูลูกทั้งสองคน
สำหรับนางคำออง การได้เห็นลูกทั้งสองเติบโตและเรียนหนังสือในประเทศไทยถือได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิต แม้ครอบครัวจะต้องเริ่มต้นจากการทำงานรับจ้างและเช่าบ้านอยู่ แต่การได้หลีกหนีจากความหวาดกลัวของสงครามและเห็นลูกมีโอกาสทางการศึกษาก็เป็นสิ่งที่เธอและสามีภาคภูมิใจ
“ตอนนี้ฉันอายุมากขึ้น ทำงานไม่ค่อยไหว สมัครงานที่ไหนก็ไม่ค่อยมีใครรับ ทำให้ต้องพึ่งพารายได้จากสามีและลูกทั้งสองเป็นหลัก ฉันรู้สึกเกรงใจครอบครัวมาก”ชีวิตที่ไม่มีทางเลือกของนางคำอองถูกต้อนเข้ามุมไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการดำเนินการจัดทำ CI
ก่อนหน้านั้นบัวได้สอบถามข้อมูลจากกลุ่มเพื่อนแรงงานข้ามชาติและบริษัทนายหน้าที่รับจัดทำเอกสาร แต่พบว่ามีค่าใช้จ่ายหลายรายการที่ต้องเตรียม รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียมนั้นสูงเกินความเป็นจริงมาก
“หนูเพิ่งทราบภายหลังว่าค่าวีซ่าตามกฎหมายอยู่ที่ดวงละ 500 บาท จากสอบถามบริษัทนายหน้า แต่ได้รับแจ้งว่าการประทับตราวีซ่า 2 ดวงต้องจ่าย 3,000 บาท แถมยังมีการสื่อสารในกลุ่มแรงงานว่า หากปีนี้มีผู้มาทำ CI จำนวนน้อย ระบบที่ให้บริการอาจปิดเร็วกว่าปกติ จึงมีการสนับสนุนให้แรงงานเข้ามาดำเนินการกันเป็นจำนวนมาก”กระบวนการและขั้นตอนต่างๆในการทำให้ถูกต้องเพื่อขายแรงงานในไทยดูขลุกขลักไปเสียทุกขั้นตอน
“ตอนนี้ครอบครัวเราแทบไม่เหลือเงินเก็บ ลำพังแค่จ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายอื่นๆก็ลำบากแล้ว บริษัทนายหน้าแจ้งมาว่าค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 11,000 บาทต่อคน ซึ่งจะได้เล่ม CI อายุ 4 ปี บัตร OWIC และใบเสร็จภาษีเมียนมา ซึ่งรายละเอียดค่าใช้จ่ายของกระบวนการในศูนย์ CI ไม่ได้มีการชี้แจงให้แรงงานทราบอย่างละเอียดว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง”บัวสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในกระบวน CI ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ทางการพม่าส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการ แต่แทนที่ทุกอย่างจะง่ายขึ้น กลับกลายเป็นว่าแรงงานพม่าถูกรีดไถมากขึ้นอีก
“แม้จะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายและข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตในศูนย์ CI แต่เราก็ยังต้องการทำ เพราะไม่อยากกลายเป็นคนผิดกฎหมาย เรารู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตของเราขึ้นอยู่กับสถานะทางเอกสารเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่ชี้ขาดชะตาชีวิตเลยก็ได้ ถ้าไม่มีเอกสาร เราก็ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร หนูเชื่อว่าแรงงานหลายคนก็กังวลเรื่องนี้เหมือนกัน เราอาศัยอยู่ในประเทศไทย เราคิดว่าที่นี่คือบ้าน และประเทศนี้ก็มีพระคุณต่อเรา การที่เราได้ยินข่าวว่ามีการทุจริตต่างๆในกระบวนการทำ CI เกิดขึ้น ทำให้เราคิดว่าสิ่งนี้ไม่เป็นธรรมทั้งต่อแรงงานข้ามชาติและคนไทยเอง แทนที่จะได้นำเงินเหล่านั้นไปหมุนเวียนพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ กลับต้องปล่อยให้เงินเหล่านี้ไหลออกนอกระบบเศรษฐกิจ” บัวให้รายละเอียดต่างๆได้ชัดเจน
เรื่องราวของนางสาวบัวและครอบครัวสะท้อนให้เห็นว่า การย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในประเทศไทยไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะปราศจากข้อจำกัด แม้ครอบครัวนี้จะออกจากเมืองแสนหวีหลีกหนีความยากจนและสงคราม ทั้งพยายามสร้างอนาคตผ่านการทำงานและการศึกษา แต่หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ความมั่นคงที่พวกเขาสร้างขึ้นก็ยังผูกอยู่กับเอกสารที่ใกล้หมดอายุ และกระบวนการที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก
จริงๆแล้วสิ่งที่บัวและครอบครัว รวมถึงแรงงานพม่าในไทยต้องการนั้น ไม่ได้ซับซ้อนไปกว่าการได้ทำงานสุจริต มีรายได้เพียงพอสำหรับดูแลครอบครัว และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่เติบโตมาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
แต่ในเมื่อการรักษาสถานะทางกฎหมายมีอุปสรรคจากระบบที่เอารัดเอาเปรียบ จนกลายเป็นภาระที่หนักเกินกว่ารายได้ของคนทำงานจะรับไหว คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่ารัฐไทยจะมีทางเลือกให้แรงงานที่ต้องการอยู่ในระบบได้อย่างไร โดยที่พวกเขาไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่หนักหนาเกินไปและไม่ต้องเผชิญกับการทุจริตในพื้นที่ที่รัฐควรจะดูแลได้อย่างทั่วถึง