Search

เผยผลการศึกษาวิกฤตสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำทำชุมชนสูญเสียวิถีชีวิต-วัฒนธรรมแถมค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเพิ่ม/รายได้ลด-กรมส่งเสริมการเกษตรเผย 4 แนวทางแก้ปัญหา-ผู้แทนยูเอ็นตรวจสอบ บ.จีนที่ได้ประโยชน์จากเหมืองแร่ในพม่ามีแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้มาตรฐานหรือไม่

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ภายในงานเปิดตัวหนังสือภาพ ‘ธรรมยาตรา 5 สายน้ำ’ ที่วัดท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ได้มีการจัดเวทีเสวนาเพื่อสะท้อนผลกระทบและข้อเสนอจากประชาชน ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง โดยแบ่งประเด็นการเสวนาครอบคลุมทั้งข้อเสนอจากชุมชน นโยบายและมาตรการจัดการปัญหาที่ต้นเหตุและการรับมือผลกระทบ รวมถึงบทบาทของงานวิชาการในการสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชนในการติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันการแก้ไขปัญหา

นางบัวลอย พูลเกตุ ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการและตัวแทนชุมชน กล่าวว่า ในอดีตพื้นที่ท่าตอน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก พานักท่องเที่ยวล่องเรือไปจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน สามารถสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก รายได้ของบางกิจการสูงถึงวันละกว่า 100,000 บาท แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ประกอบการในพื้นที่กำลังเผชิญกับรายได้ที่ลดลงแทบไม่เหลือ สวนทางกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น จนยังไม่สามารถมองเห็นทิศทางการประกอบอาชีพหรือวางแผนขยับขยายกิจการในอนาคตได้ จึงอยากส่งเสียงให้ไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของชุมชนได้

แสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ กล่าวว่า ในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำกก พบว่าการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ แม้หลายหน่วยงานจะให้ความสนใจและเข้ามาศึกษาปัญหามากขึ้น แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปคือการนำผลการศึกษาไปสู่การปฏิบัติและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

“ยกตัวอย่างปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำปลอดภัย ปัจจุบันยังไม่มีแหล่งน้ำสำรองหรือระบบกักเก็บน้ำที่ปลอดภัยสำหรับชุมชน เนื่องจากติดขัดเรื่องขั้นตอนและเอกสารในพื้นที่ป่าสงวน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเสนอให้มีการศึกษาเพิ่มเติม ทั้งที่พื้นที่ผ่านการศึกษาจากหลายหน่วยงานมาแล้วหลายครั้งปัญหาสำคัญไม่ใช่การขาดแคลนงานศึกษาหรือแผนงาน แต่เป็นการที่หน่วยงานยังไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นการปฏิบัติได้จริง” แสงระวีกล่าวและว่า จากข้อมูลที่มีการแบ่งพื้นที่เป็นโซนสีแดง สีเหลือง และสีเขียว พบว่าพื้นที่สีแดงมีประมาณร้อยละ 10 สีเหลืองร้อยละ 10 และสีเขียวประมาณร้อยละ 80 จึงเห็นว่ารัฐควรมีมาตรการที่แตกต่างกันตามระดับความเสี่ยง

ปาริชาติ อาภรณ์วิชานพ ตัวแทนกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับแนวทางดำเนินงานได้ดำเนินการ 4 ส่วน ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลชนิดพืชและพื้นที่เพาะปลูกที่ถูกต้องสำหรับประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือและจัดสรรสิทธิประโยชน์แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ส่วนที่สอง คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรผ่านการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกษตรกรรับทราบสถานการณ์และผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ตลอดจนใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการเพาะปลูก ส่วนที่สาม คือ การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อสุ่มเก็บตัวอย่างพืชส่งตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนสารตกค้าง พร้อมติดตามผลการตรวจและรายงานข้อมูลกลับมายังกรมส่งเสริมการเกษตร และ ส่วนที่สี่คือ การสื่อสารผลการตรวจวิเคราะห์และมาตรการด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกษตรกร ผู้บริโภค และประชาชนทั่วไปได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.พิชามญชุ์ เอี่ยวพานทอง คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีข้อมูลเกี่ยวกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่สิ่งสำคัญคือภาครัฐควรเปิดเผยและแบ่งปันข้อมูลที่มีอยู่ให้ภาคประชาสังคมและประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้สามารถเข้าใจและประเมินสถานการณ์ได้อย่างเท่าทัน ซึ่งคณะทำงานฯ มีการพูดคุยอย่างต่อเนื่องกับภาครัฐและภาคธุรกิจที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว แม้ข้อมูลบางส่วนอาจยังไม่สมบูรณ์ทั้งหมด แต่ก็ยังเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของนักวิชาการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนให้มีความละเอียดมากขึ้น

“นอกจากนี้เรายังต้องพิจารณาความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เนื่องจากปัจจุบันทั้งประเทศไทยและต่างประเทศมีกฎหมาย กรอบข้อบังคับที่กำหนดให้บริษัทต้องสามารถชี้แจงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ รวมถึงประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนจากกระบวนการดำเนินธุรกิจของตนเองโดยเฉพาะบริษัทจีนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดยุโรปหรือประเทศที่มีกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน บริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าแร่ธาตุที่นำเข้าหรือใช้ในกระบวนการผลิตมีแหล่งที่มาจากที่ใด หากแร่ธาตุดังกล่าวมาจากเหมืองในเมียนมาที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ก็อาจกลายเป็นปัญหาความรับผิดชอบที่ส่งผลต่อบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานด้วย” รศ.ดร.พิชามญชุ์ กล่าวและว่า คณะทำงานฯให้ความสนใจและติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและใช้แร่ธาตุจากพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงตรวจสอบว่าบริษัทเหล่านั้นมีมาตรการควบคุมและตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างไร เพื่อให้การแก้ไขปัญหาครอบคลุมไปถึงภาคธุรกิจที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับต้นตอของปัญหา

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า แนวทางการรับมือและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดนควรดำเนินการอย่างครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ การลดความเสี่ยงจากการรับสารโลหะหนักเข้าสู่ร่างกาย การเยียวยาชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูแม่น้ำและพื้นที่การเกษตรที่ปนเปื้อน การตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพแม่น้ำ ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพ รวมถึงการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน และ เสนอแนวทางผลักดันเชิงนโยบาย 4 ประการ ได้แก่ การจัดทำ TOR เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันระหว่างไทยและเมียนมา การยุติการนำเข้าแร่ดีบุก พลวง ตะกั่ว ทังสเตน แมงกานีส และทองแดงจากเมียนมา การยุติการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีสำหรับกิจการเหมืองแร่ไปยังเมียนมา และการยุติการส่งออกแร่ดังกล่าวไปยังจีน

ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าวว่า การดำเนินงานของความร่วมมือทางวิชาการที่ทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก มีเป้าหมายทั้งการสร้างระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ การศึกษาผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของประชาชนให้สามารถเฝ้าระวังสถานการณ์ได้ด้วยตนเอง ส่วนของการติดตามคุณภาพน้ำ มีแนวทางสนับสนุนให้ชุมชนสามารถเข้าถึงเครื่องกรองน้ำในระดับครัวเรือน เพื่อกรองน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค โดยเน้นการใช้ประโยชน์ในระดับครัวเรือนเป็นเบื้องต้น ควบคู่กับการพัฒนากระบวนการวิทยาศาสตร์ชุมชน ผ่านการฝึกอบรมครูและแกนนำชุมชนในรูปแบบ Training for Trainers เพื่อถ่ายทอดความรู้และเครื่องมือให้ประชาชนสามารถตรวจสอบคุณภาพน้ำได้

ผศ.ดร.ไชยณรงค์กล่าวว่า ผลการศึกษาผลกระทบทางสังคมพบว่า ประชาชนในพื้นที่กำลังเผชิญกับการสูญเสียวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเพณีสงกรานต์และประเพณีบูชาพระอุปคุต ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งกับวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของชุมชน แต่ปัญหาคุณภาพน้ำทำให้กิจกรรมที่เคยมีความสัมพันธ์กับแม่น้ำไม่สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจพบว่า ครัวเรือนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การปนเปื้อน ทั้งค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตและการจัดหาน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคนอกจากนี้ ยังพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายเล็กและธุรกิจชุมชนที่พึ่งพาการท่องเที่ยวในพื้นที่ ส่วนผลกระทบด้านสุขภาพ พบว่าประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้น้ำและผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลความเสี่ยงที่ชัดเจน รวมถึงคำแนะนำในการดูแลสุขภาพและการป้องกันตนเอง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแผนที่ดิจิทัลเพื่อระบุกลุ่มครัวเรือนเปราะบาง โดยเชื่อมโยงข้อมูลครัวเรือนที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วม การขาดแคลนน้ำ และความเสี่ยงด้านการปนเปื้อน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ตรงกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ยังพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายเล็กและธุรกิจชุมชนที่พึ่งพาการท่องเที่ยวในพื้นที่ ส่วนผลกระทบด้านสุขภาพ พบว่าประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้น้ำและผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลความเสี่ยงที่ชัดเจน รวมถึงคำแนะนำในการดูแลสุขภาพและการป้องกันตนเอง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแผนที่ดิจิทัลเพื่อระบุกลุ่มครัวเรือนเปราะบาง โดยเชื่อมโยงข้อมูลครัวเรือนที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วม การขาดแคลนน้ำ และความเสี่ยงด้านการปนเปื้อน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ตรงกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่