ภาสกร จำลองราช

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไปลงพื้นที่แม่สอด รู้สึกแปลกใจเพราะแทบหาที่พักในราคา 600-700 บาทไม่ได้ ซึ่งปกติมีมากมาย เลยสอบถามคนพื้นที่ ได้ความว่าช่วงนี้คนจีนและคนทำงานจากแหล่งสแกมจากฝั่งเมียวดีกลับมาพักเต็มทุกคืน
เศรษฐกิจของเมืองแม่สอดกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่เป็นความคึกคักอันมาจากแหล่งสแกมเมอร์ที่กลับมาเปิดใหม่กันมากมายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เนื่องจากแหล่งสแกมเมอร์ที่กัมพูชาและลาวถูกตรวจเข้ม จึงอพยพมาปักหลักอยู่เมืองเมียวดี
ในช่วงค่ำท่าข้ามฟากแห่งหนึ่งของบ่อนชื่อดังของผู้ทรงอิทธิพลจากฝั่งไทยคลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวที่ข้ามจากฝั่งไทยข้ามน้ำเมยไปประกอบกิจกรรมต้มตุ๋นหลอกลวง ซึ่งมีการเช่าอาคารรอบนอกดำเนินกิจการ เพราะฉะนั้นจึงอย่าแปลกใจว่าทำไมมาตรการปิดท่าข้ามฟากต่างๆของทางการไทยที่ออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อนนู้นถึงเริ่มต้นตั้งแต่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ลงไป เพราะเหนือสะพานแห่งที่ 1 ขึ้นเป็นบ่อนและแหล่งอาชญากรรม “เส้นดี” จากฝั่งไทย
ขณะที่แหล่งสแกมเมอร์ใหญ่แห่งใหม่ของกองกำลังกะเหรี่ยง BGF (บางส่วนแปลงร่างเป็น KNA ) และกองกำลัง DKBA สร้างเสร็จสมบูรณ์ในพื้นที่ห่างออกไปจากแม่น้ำเมย ตั้งแต่ฝั่งตรงข้ามกับ อ.ท่าสองยาง (จุดนี้สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจากเนินสูงในฝั่งไทย) ไปจนถึงฝั่งตรงข้าม อ.อุ้มผาง
ที่น่าแปลกใจคือบริเวณตรงข้ามกับ อ.ท่าสองยาง เป็นเขตพื้นที่ของทหารกะเหรี่ยง KNU กองพล 7 แต่กลับปล่อยให้ “ชิตตู”ไปสร้างแหล่งสแกมเมอร์ใหญ่โตบริเวณนั้นได้ แม้ว่าพื้นที่ตรงนั้นมีแค่บางส่วนที่ BGF ยึดครองอยู่ ทำให้น่าสงสัยในผลประโยชน์ร่วม
สินค้าข้าวของเครื่องใช้ถูกลำเลียงข้ามฟากจากจุดผ่อนปรนแม่ต้าน ข้ามไปยังแหล่งสแกมเมอร์ทุกวันคืน น่าห่วงใยว่า อ. ท่าสองยางกำลังเจริญรอยตาม อ.แม่สอด ที่ระบบ “ส่วย” กำลังสร้างตัวและยึดกุมระบบเศรษฐกิจของชุมชน
ทุกวันนี้คนจีนและคนต่างชาติทั้งที่เป็นสแกมเมอร์และเหยื่อ ยังสามารถเข้าสู่เมืองแม่สอดได้อย่างเสรี แม้บนถนนสายหลัก ทั้งทิศใต้แม่สอด-เมืองตาก และทิศแม่สอด-แม่สะเรียง เต็มไปด้วยด่านตรวจฟากละ 3-4 ด่าน แต่ทุกค่ำคืนเหล่าจีนเทาก็ยังเดินทางเข้าออกได้เป็นปกติ ขณะที่เหยื่อรายแล้วรายเล่ายังคงถูกบังคับพาตัวสู่จุดพักต่างๆในเมืองแม่สอดอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมการขนเหยื่อทั้งใช้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์เป็นไปอย่างคึกคัก
มาตรการ 3 ตัด คือตัดไฟฟ้า ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตและตัดการส่งน้ำมัน กลายเป็นความล้มเหลวสิ้นเชิง เพราะไม่สามารถปิดกั้นกิจกรรมของเหล่าสแกมเมอร์ได้เลย ในทางตรงกันข้ามธุรกิจขนน้ำมันเถื่อนกลับเฟื่องฟู ระบบส่วยขยายวงมากขึ้น
ที่น่าปวดใจคือธุรกิจค้าขายชายแดนกลับซบเซา เนื่องจากทางการพม่าไม่ต้องการให้ส่งสินค้าไทยข้ามฟากไปขายจึงสร้างอุปสรรคกีดขวางทุกรูปแบบโดยเฉพาะปิดกั้นเส้นทางขนส่ง ทำให้ปัจจุบันร้านรวงต่างๆเต็มไปด้วยสินค้าจากจีน ทั้งๆ ที่สินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการของประชาชนในพม่า
วันนี้แหล่งสแกมเมอร์ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกของไทยอีกแล้ว แต่เคลื่อนมาปักหลักอยู่ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนตะวันตกของไทย ตั้งแต่เมืองฝั่งตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ไปจนถึงเมืองพญาตองซูซึ่งอยู่ตรงข้าม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรีซึ่งเป็นรังใหญ่ของแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติในความดูแลของกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA
ที่ผ่านมาเราคิดว่าประเทศไทยเป็นแค่ระเบียงอาชญากรรมข้ามชาติให้กับจีนเทาผ่านไปทำงาน และประณามประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นแหล่งใหญ่สแกมเมอร์ แต่อีกไม่นานประเทศไทยจะตกเป็นจำเลยเต็มๆว่าเป็นรังใหญ่ที่เป็นแหล่งผลิตสแกมเมอร์ออกไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน
ที่สำคัญคือมาเฟียที่หากินกับแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติต่างได้รับการปกป้องจาก “มือที่มองไม่เห็น” ในรัฐไทย เพราะคนเหล่านี้เป็นผู้บริจาครายใหญ่ในการหล่อเลี้ยงธุรกิจการเมืองสีเทาและระบบ “ส่วย” ราชการ
ภาพของชาวต่างชาติจำนวนมากที่ตกอยู่ในขุมนรกและกำลังถูกทรมานอยู่ในแหล่งอาชญากรรมเมืองเมียวดีและพญาตองซู จะถูกสืบสาวและเชื่อมร้อยกับระบบส่วยในสังคมไทย และกลายเป็นบทประจานความฉาวโฉ่ให้โลกได้เห็นในอีกไม่ช้า หากผู้กุมอำนาจตามกฎหมายยังไม่ปฎิบัติหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น