
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 เครือข่ายภาคประชาชนลุ่มแม่น้ำโขง นำโดยกลุ่มรักษ์เชียงของ เดินหน้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึง นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบและระงับแหล่งผลกระทบมลพิษข้ามพรมแดน จากกรณีตรวจพบการขุดตักทรายและร่อนทองคำขวางกลางลำน้ำโขง บริเวณพรมแดนไทย–สปป.ลาว พร้อมแจ้งเตือนความเสี่ยงหายนะทางสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค หากโครงการก่อสร้างเขื่อนปากแบงดำเนินการแล้วเสร็จ อาจยกระดับน้ำท่วมขังแหล่งขุดแร่จนกลายสภาพเป็น “อ่างเก็บน้ำสารพิษ” ถาวร
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เปิดเผยรายละเอียดในหนังสือร้องเรียนว่า จากการลงพื้นที่บันทึกภาพและรวบรวมพยานหลักฐานจากริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตอธิปไตยไทย บริเวณตรงข้ามบ้านเมืองกาญจน์ ต.ริมโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 พบเครื่องจักรกลหนัก ทั้งรถแบคโฮ รถไถ พร้อมโป๊ะดูดทรายและแท่นร่อนทองคำ กำลังเปิดหน้าดินขุดตักสันทรายบริเวณปากแม่น้ำงาว บ้านปากงาว เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยแนวกองทรายได้ทอดยาวขวางทางเดินน้ำไปกว่าครึ่งลำน้ำโขง การทำเหมืองร่อนทองและการขุดกวนตะกอนชั้นหินดินทรายโดยไร้มาตรการควบคุมมลพิษ กำลังก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู (Arsenic)” และสารเคมีในการสกัดแร่ลงสู่แม่น้ำโขงโดยตรง ซึ่งจุดปฏิบัติการดังกล่าวตั้งอยู่เหนือน้ำของสถานีสูบน้ำดิบผลิตประปาที่หล่อเลี้ยงชุมชนหนาแน่นทั้งสองฝั่ง จึงถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำสะอาดของประชาชน
นายนิวัฒน์ กล่าวว่า มีความกังวลสำคัญต่อแนวโน้มการเกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ร่วมกับโครงการสร้างเขื่อนปากแบง ปัญหาเร่งด่วนในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาขณะนี้ คือการกระจายตัวของเหมืองขนาดเล็กและกิจกรรมในลำน้ำที่แฝงอยู่ ซึ่งยังไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง หากเขื่อนปากแบงสร้างเสร็จจนเริ่มกักเก็บน้ำ ระดับน้ำโขงจะถูกยกระดับสูงขึ้นจนเอ่อท่วมมิดแนวเหมืองแร่และพื้นที่ขุดทรายที่ถูกเปิดหน้าดินไว้ ส่งผลให้สารหนูและสารพิษตกค้างถูกกักขังและสะสมอยู่ใต้น้ำ เปลี่ยนแม่น้ำโขงให้กลายเป็นอ่างรับน้ำพิษขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถฟื้นฟูเยียวยาได้ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานต่อสุขอนามัยและวิถีชีวิตของชุมชนตลอดลำน้ำ
ด้านความเคลื่อนไหวในระดับพื้นที่ ฝ่ายปกครองอำเภอเชียงของและทางจังหวัดเชียงรายได้เริ่มตื่นตัวต่อกรณีดังกล่าว โดยมีรายงานระบุว่า นายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงราย ได้ติดตามสถานการณ์ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้ส่งรายงานไปยังจังหวัดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และเรื่องดังกล่าวกำลังถูกยกระดับเข้าสู่การประชุมของทางจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมเข้ามาดูแลสั่งการด้วยตนเอง เนื่องจากกรณีนี้ไม่ได้มีเพียงมิติการละเมิดข้อตกลงเขตแดนจากการขุดทรายข้ามร่องน้ำลึกเท่านั้น แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้เครือข่ายภาคประชาชนลุ่มแม่น้ำโขงได้ยื่นข้อเรียกร้องเร่งด่วน 2 ข้อ ไปยังหน่วยงานระดับนโยบายของรัฐบาลไทย ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกระดับนโยบายในการสั่งการ สทนช. ผลักดันเรื่องมลพิษข้ามพรมแดนเข้าสู่กลไก MRC และประสาน กต.-JBC เพื่อปกป้องอธิปไตยทางนิเวศและน้ำประปาของประชาชน พร้อมทั้งต้องสั่งทบทวนประเมินผลกระทบสะสมจากโครงการเขื่อนปากแบงร่วมกับเหมืองแร่ทันที ก่อนน้ำจะเอ่อท่วมกลายเป็นอ่างรับสารพิษถาวร ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (TNMC) บรรจุวาระวิกฤตมลพิษจากการทำเหมืองแร่และขุดทรายกลางแม่น้ำโขงเข้าสู่กลไกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) โดยทันที เพื่อบังคับใช้มาตรการควบคุมคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน ให้กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ใช้อำนาจทางการทูตผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย–ลาว (JBC) เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้ตรวจสอบการลักลอบขุดเจาะลำน้ำข้ามแดนที่กระทบต่ออธิปไตยทางนิเวศและสุขภาพของคนไทย พร้อมกันนี้ ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำประเด็นมลพิษจากเหมืองแร่และการขุดทราย ไปทบทวนร่วมกับผลกระทบสะสมจากโครงการเขื่อนปากแบงอย่างรอบด้านและเร่งด่วนที่สุด ก่อนที่ความเสียหายทางระบบนิเวศและสุขอนามัยของชุมชนริมฝั่งโขงจะสายเกินแก้
ขณะที่นส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหาร Rivers and Rights และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) กล่าวว่าขณะนี้แม่น้ำโขงอยู่ในสถานการณ์วิกฤติเป็นอย่างยิ่ง เหมืองแร่ที่ปราศจากมาตรฐานจำนวนไม่น้อยกว่า 870 แห่งกำลังส่งสารพิษลงสู่แม่น้ำ ทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง ในขณะที่ตอนบนนั้นลาวและพม่าลงนามศึกษาเพื่อพัฒนาเขื่อนยักษ์ 2,790 เมกะวัตต์ เหนือสามเหลี่ยมทองคำ ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และโครงการเขื่อนปากแบงที่กำลังเริ่มก่อสร้างในลาว ทั้งหมดนี้ไม่มีการศึกษาผลกระทบจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำโขงที่จะทำให้กลายเป็นเขื่อนกักตะกอนพิษ
“เมื่อเขื่อนทำให้กระแสน้ำไหลช้าลง ตะกอนละเอียดที่มีโลหะหนักและสารหนูเกาะอยู่จะตกสะสมในอ่างเก็บน้ำ การตกตะกอนไม่ได้ทำให้สารพิษเหล่านี้หมดไป แต่อาจทำให้อ่างเก็บน้ำกลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษระยะยาว สารปนเปื้อนบางชนิดอาจถูกปลดปล่อยจากตะกอนกลับสู่น้ำ”น.ส.เพียรพร กล่าว และว่าขณะที่การระบายน้ำหรือระบายตะกอนอาจพัดพาสารปนเปื้อนไปสู่พื้นที่ท้ายน้ำได้อีก ซึ่งสะสมในสัตว์น้ำและเพิ่มความเข้มข้นตามลำดับห่วงโซ่อาหาร กระทบถึงคนที่บริโภคปลา ความเสี่ยงเหล่านี้จึงต้องได้รับการศึกษาทั้งในน้ำ ตะกอน และสัตว์น้ำ รวมถึงผลจากการเดินเครื่องและระบายตะกอนของเขื่อน ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการ เพราะสิ่งที่ถูกกักไว้หลังเขื่อนอาจไม่ใช่เพียงน้ำ แต่รวมถึงสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำและผู้คนไปอีกหลายชั่วคน” นส.เพียรพรกล่าว