dkba2
ขอบคุณภาพจาก Karen share

ตลอดเดือนกันยายนที่ผ่านมาได้เกิดความตึงเครียดขึ้นในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กับกองกำลังทหารรัฐบาลพม่าจนนำไปสู่เหตุการปะทะในหลายพื้นที่ ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่เกิดการสู้รบ คือ พื้นที่ของกลุ่มกะเหรี่ยง DKBA (Democratic Karen Benevolent Army) ในรัฐกะเหรี่ยง(ด้านชายแดนตะวันตกของไทย)ซึ่งครอบคลุมไปถึงพื้นที่บางส่วนในรัฐมอญ(ตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยง)

 

สาเหตุหลักของการปะทะนั้น แหล่งข่าวในพื้นที่คนหนึ่งเปิดเผยว่า ความจริงแล้วการสู้รบในรัฐกะเหรี่ยงเกิดจากความไม่เท่าเทียมและปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยทหารฝ่ายรัฐบาลพม่าที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยก่อนหน้านี้ DKBA เคยทำการเจรจหยุดยิงกับทหารรัฐบาลแล้วเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน  2554 แต่ช่วงเดือนที่ผ่านมา ทหารพม่ามีคำสั่งห้ามไม่ให้ทหารกะเหรี่ยงDKBA เคลื่อนกำลังผลเข้าเขตเมือง หากจะเข้ามาในเมืองให้ทำการปลดอาวุธและห้ามแต่งเครื่องแบบ

 

หลังจากนั้นเกิดเหตุทหารพม่ายิงทหาร DKBA นายหนึ่งเสียชีวิต โดยให้เหตุผลว่าทหารนายนั้นไม่หยุดรถบริเวณจุดตรวจของทหารพม่า

 

ความตึงเครียดเริ่มทวีขึ้นเมื่อทหารพม่าได้เคลื่อนพลเสริมทัพเข้าไปยังเขตเมืองไจ๊มะยอ ของรัฐมอญ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญแห่งหนึ่งของฝ่าย DKBA การปะทะจึงเริ่มบานปลายและทวีความรุนแรงขึ้นในวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา

 

จากการพูดคุยกับนายทหารระดับสูงของกะเหรี่ยงKNU (The Karen National Union) นายหนึ่งระบุว่า การปะทะเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นได้ในช่วงการเจรจาสันติภาพ เพราะตอนนี้กระบวนการพูดคุยอยู่ระหว่างการยื่นข้อเสนอและพิจารณาร่างข้อตกลงร่วมกันของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์กับรัฐบาลพม่า แต่ยังไม่มีการลงนามใดๆตั้งแต่เริ่มมีการพูดคุยมาในต้นปี 2555

 

“ความไม่ชัดเจนในการกำหนดพื้นที่เคลื่อนกำลังพล และอำนาจชัดเจนในการควบคุมพื้นที่ระหว่างทำการเจรจา ทำให้การปะทะในพื้นที่ของทหารระดับปฏิบัติการเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะในพื้นที่ของ KNU ช่วงเดือนที่ผ่านมาและเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม นี้ก็เกิดการปะทะกับทหารฝ่ายรัฐบาลเช่นกัน”นายทหารKNU กล่าว

dkba
ขอบคุณภาพจาก Karen share

 

 

เขายังอธิบายด้วยว่า แนวทางในการจะเจรจาสันติภาพนั้นจริงๆแล้วควรมีขั้นตอน 1.การพูดคุยข้อเสนอ รวมถึงร่างแนวทางการปฏิรูปทางการเมือง การทหารร่วมกันทุกฝ่ายก่อน 2.ประเมินผลข้อตกลงและวางแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนร่วมกัน และ3.ปฏิบัติตามข้อตกลงไปพร้อมกัน รวมถึงยุบกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ ให้เป็นกองทัพเดียวภายใต้สหพันธรัฐ แต่ตอนนี้รัฐบาลพม่าอยากให้กองกำลังต่างๆปลดอาวุธก่อน โดยให้เหตุผลว่า มีกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มได้เข้ามาร่วมเป็นกองทัพเดียวกับรัฐบาลกลางแล้วภายใต้ชื่อ กองกำลังพิทักษ์ชายแดน หรือ The Border Guard Force (BGF)

 

นายทหารระดับสูงผู้นี้กล่าวด้วยว่า สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆแล้ว เห็นว่าขั้นตอนการยุบกองกำลังหรือจะให้เป็นกองทัพเดียวนั้น เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ควรทำ เมื่อข้อตกลงต่างๆบรรลุถึงที่สุด และต้องมีการปฎิบัติไปพร้อมๆกันทั้งสองฝ่าย หากรัฐบาลพม่าไม่เปลี่ยนแนวคิดและขั้นตอนการเจรจาตามที่ควรเป็น กระบวนการลงนามอาจเดินต่อได้ยาก อีกกรณีคือ ในระหว่างการเจรจาหากรัฐบาลพม่า ไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติการของทหารได้ ในพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบกันคงมีการปะทะกันเป็นระยะอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเวทีการเจรจา การพูดคุยกันจะยังดำเนินต่อไป

 

ส่วนนักลงทุนบางคนในพื้นที่จังหวัดตาก มีความเห็นผ่านสื่อมวลชนไทยว่า ปัญหาการปะทะที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องเล็กที่รัฐบาลพม่าสามารถแก้ไขได้ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของทั้งสองประเทศแต่อย่างใดนั้น นายทหารKNU มองว่าหากสถานการณ์การเมืองในพม่ายังเป็นเช่นนี้ การประกอบธุรกิจในพม่าอาจไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็นแน่

 

โดย Saw Sheekehhser

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.