เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 ที่บ้านโป่ง หมู่ที่ .2 ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือได้นำทีมสื่อมวลชนจากส่วนกลางลงพื้นที่เก็บข้อมูลผลกระทบจากนโยบายเรียกคืนพื้นที่ป่าและที่ดินของรัฐบาล โดยที่บ้านโป่งนั้น ชุมชนได้ร่วมกันจัดสรรที่ดินและแปลงเกษตรกรรม
นายดิเรก กองเงิน ประธานกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่ง กล่าวว่า ปัจจุบันชุมชนบ้านโป่ง มีแปลงที่ดินเพื่อการเกษตรที่ชาวบ้านครอบครองเพื่อทำกินประมาณ 300 ไร่ โดยแบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรปลูกลำใย ปลูกชะอม และผักไร่ นา สวนผสมอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ภายในครัวเรือน ซึ่งที่ดินดังกล่าวมีการทำกินมานานกว่า 12 ปี หลังจากผ่านการต่อสู้เพื่อสิทธิทำกินมานานทั้งการช่วงชิงที่ดิน โดยกลุ่มทุนใหญ่ ทั้งธุรกิจบ้านพัก ธุรกิจดูดทราย และนายทุนรายย่อยอีกมากมาย แต่ไม่สามารถทำลายความเข้มแข็งของชุมชนได้ เพราะชาวบ้านมีความสามัคคีและร่วมต่อสู้เพื่อการปฏิรูปที่ดินว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ แม้จะยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกกฎหมายก็ตาม
“ที่ดินผืนนี้ เราเคยเสนอให้รัฐบาลหลายสมัย ออกเป็นโฉนดชุมชน เพื่อการทำกินของชาวบ้าน แต่เรื่องก็ยังไม่ไปถึงไหน ในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องก็ยังไม่เข้าคณะรัฐมนตรี เราได้แต่เรียกร้องเพื่อการใช้สิทธิทางที่ดินอย่างถูกกฎหมาย แต่ก็ต้องใจเย็นรอบคอบ เพราะเราไม่มีสิทธิในการเร่งรัดรัฐบาลมากเท่าใดนัก เราจึงต้องทำในส่วนที่พอจะทำได้ นั่นคือไม่ปล่อยที่ดินว่างเปล่า เพราะอาจจะตกอยู่ในมือนายทุนใหญ่ได้ เนื่องจากตอนนี้ที่ดินอำเภอสันทรายมีนายทุนจากต่างพื้นที่เข้ามาทำธุรกิจมากมาย เพราะมีที่ดินติดลำน้ำปิง” นายดิเรก กล่าว
ด้าน นายพวงศิริ บุญวา ชาวบ้านชุมชนบ้านโป่งกล่าวว่า แม้ชุมชนจะจัดการที่ดินได้บางส่วนก็ตาม แต่ยังมีเกษตรกรบางรายเผชิญชะตากรรมอยู่ เช่น กลุ่มที่อยู่ติดกับลำน้ำปิงต้องสูญเสียที่ดินทำกินไป เพราะได้รับผลกระทบมาจากการดูดทรายในลำน้ำปิงของบริษัทเอกชน ที่ทำให้ตลิ่งพัง และไม่สามารถเพาะปลูกได้ ภาพปัญหาดังกล่าวมีมานานกว่า 10 ปี ชาวบ้านไม่สามารถร้องเรียนได้ เพราะเป็นที่ดินที่ครอบครองเพื่อทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์
“ที่ดินลุ่มน้ำปิงนั้น ชาวบ้านทำกินอยู่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สาเหตุการสูญเสียที่ดินชาวบ้านในอดีตได้ขายที่ดินให้กับเหล่านายทุนเนื่องจากต้องการเงินมาใช้หนี้สหกรณ์การเกษตรสันทราย และชาวบ้านบางส่วนจำใจต้องขายเพราะนายทุนกว้านซื้อที่ดินปิดทางเข้า-ออก ทำให้ที่ดินผืนใหญ่บริเวณป่าแพะตกเป็นของนายทุนทั้งหมด และต่อมาที่ดินทั้งหมดที่เป็นของนายทุนถูกเปลี่ยนให้เป็นโฉนดอย่างรวดเร็ว และถูกนำไปจำนองกับธนาคารพานิชย์ต่างๆ เป็นมูลค่าหลายล้านบาท และมีการพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างรีสอร์ท มีการปรับเกรดพื้นที่ ทำถนน แนวเสาไฟฟ้า แต่ก็เป็นการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ในช่วงปีแรกเท่านั้น ต่อมานายทุนก็ปล่อยให้ที่ดินให้รกร้างว่างเปล่าไม่ใช่ประโยชน์ใดๆ อีกเลย จนที่ดินผืนใหญ่กว่า 400 ไร่ กลายเป็นที่รกร้างและเป็นที่ลักลอบทิ้งขยะและสร้างปัญหาให้ กับคนในชุมชน” นายพวงศิริ กล่าว

