received_830431663666787
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2557 ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพฯ นายอีซี่ (นามสมมติ) โปรดิวเซอร์และศิลปินอิสระ สัญชาติอเมริกา พร้อมนางสาวพวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ ผู้ประสานงานโครงการบางกอกคลินิกเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายด้านสถานะและสิทธิบุคคล ภายใต้กองทุนศาสตราจารย์คนึง ฦๅไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางเข้าพบ นายกฤษฎา บุญราช อธิบดีกรมการปกครอง เพื่อร้องเรียนกรณีนายอีซี่ ถูกสวมสิทธิ์ขอสัญชาติไทย จากบุคคลอื่น และมอบเอกสารหลักฐานเพื่อให้กรมการปกครองดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

นายอีซี่ กล่าวว่า เดิมทีตนเป็นคนไทยที่เกิดในโรงพยาบาลปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ และมีประวัติและข้อมูลการเกิดที่สมุทรปราการ โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนเนปาลอพยพที่มีการแจ้งข้อมูลสำรวจที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ต่อมาเมื่อตนอายุได้ประมาณ 9 ขวบบิดา และมารดาได้รับอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานใหม่ใน นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะนั้นบิดาได้ฝากเอกสารไว้กับเพื่อนบ้านที่ประเทศไทยทั้งหมด ในจังหวัดสมุทราปราการ ส่วนครอบครัวของตน 4 คนได้แก่ บิดา มารดา พี่ชายและตนย้ายไปสหรัฐฯ และแปลงเป็นสัญชาติสหรัฐอเมริกาใน 2 ปีต่อมา

นายอีซี่กล่าวว่า ตนตั้งใจฝึกทักษะด้านดนตรี ทั้งร้อง เล่น และแต่ง กระทั่งประมาณ พ.ศ.2543 จึงตัดสินใจมาทำงานในประเทศไทย ตามความสามารถที่มี เกิดเป็นความผูกพันต่อประเทศไทยมากขึ้น จึงตัดสินใจอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน โดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเข้ามา แต่พอนึกได้ว่าตนเองนั้นเคยมีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย จึงได้ติดตามตรวจสอบดูข้อมูลต่างๆ ปรากฏว่า ชื่อของตนเองและครอบครัว 4 คนมีบุคคลอื่นมาสวมชื่อและเลขประจำตัว 13 หลัก อีกทั้งเปลี่ยนชื่อสกุลไปทั้งหมด จึงต้องการร้องเรียนให้ทางกรมการปกครองได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

“ผมกลัวว่าจะมีการนำข้อมูลไปใช้กระทำธุรกรรมอื่นๆ ที่ผิดกฎหมาย และคิดว่าควรจะร้องเรียนให้มีการตรวจสอบ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป เพราะการปลอมเอกสารดังกล่าวทำให้สิทธิของตนและครอบครัวหายไปแล้ว และอาจเสี่ยงต่อการกระทำอื่นๆ อีกมากมาย จึงอยากให้ทางกรมการปกครองช่วยเหลือโดยเร็ว” นายอีซี่ กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า จากการฟังและพิจารณาหลักฐาน เรื่องราวของยายอีซี่ นั้นตนยินดีจะสั่งให้ฝ่ายทะเบียนระงับการเคลื่อนไหวหรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับเอกสารของ และเรียกพิสูจน์หลักฐานตามลำดับขั้นตอนต่อไป โดยอาจเปรียบเทียบความต่าง ซึ่งหากพบการกระทำผิดจริงผู้สวมสิทธิก็จะผิดข้อหาแจ้งเท็จ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่รับดำเนินการอาจจะผิดวินัย แต่เชื่อว่ากรณีนี้ไม่น่าจะสืบค้นข้อมูลยาก และหากมีความคืบหน้าอย่างไรก็จะแจ้งให้ฝ่ายร้องทุกข์รับทราบ

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบพบการการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ครั้งนี้ทำกันเป็นขบวนการใหญ่ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือด้วย ซึ่งภายหลังจากนายอีซีเดินทางไปที่อำเภอทองผาภูมิเพื่อติดตามเอกสารต่างๆ ปรากฏว่ามีความพยายามที่จะหาทางออกให้นายอีซีโดยนำเอกสารของคนอื่นมาสวมแทนอีก แต่นายอีซี่ไม่เอาด้วย ทำให้ขบวนการดังกล่าวไม่พอใจและโทรศัพท์ข่มขู่ ทั้งนี้ที่อำเภอทองผาภูมิเคยมีชื่อเสียงเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์มาก

//////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.