Search

รัฐไล่จับคนจนคดีที่ดินพุ่งลิ่ว-โวยไร้ความเป็นธรรม สกน.ชี้คนรวย-นายทุนบุกรุกกลับไม่ถูกดำเนินการ คนสลัมหวั่นถูกแผนแม่บทฯเล่นงานด้วย

received_956408454387641

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม ถนนราชดำเนิน กทม. ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 50 คน ซึ่งประกอบด้วย ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้(สกต.) เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายป่าชุมขนรอยต่อ5จังหวัดภาคตะวันออก เครือข่ายปัญหาที่ดินเทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี และตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทป่าไม้ ภายใต้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64 และ 66 ได้ร่วมตัวกันแถลงข่าวและเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน กรณีการดำเนินการตามแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”

นายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) กล่าวว่า ในวันที่ 18 ธันวาคม หน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จะประชุมร่วมภาคประชาชนเพื่อนำเสนอปัญหาและหนทางแก้ไขในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทฯ ทางเครือข่ายภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งสรุปสาระสำคัญให้สาธารณะได้รับทราบ โดยประเด็นหลักที่ประชาชนคนจนต้องเผชิญซ้ำๆ คือ กรณีที่คสช.บังคับใช้แผนแม่บท ฯ ที่สร้างผลกระทบทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ซึ่งปี 2557 นี้ ตั้งแต่มีการยึดอำนาจนั้น มีชาวบ้านผู้ยากไร้ถูกดำเนินคดีแล้วมากกว่า 300 คน ในข้อหาบุกรุก และอีกว่า 1,700 ครอบครัวที่ถูกประกาศยึดคืนพื้นที่ทำกิน และถูกออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยอนาคตคาดว่าเดือนมกราคม-มีนาคม ปี 2558 จะเพิ่มมากขึ้นเป็น 35,000 ครอบครัว โดยรวมแล้วพบว่ากว่า 80% ที่ได้รับผลกระทบเป็นผู้ยากไร้และฐานะยากจน ถึงปานกลาง ไม่ใช่นายทุนรายใหญ่ที่ยึดที่ดินรัฐเป็นบริเวณกว้างตามคำประกาศนโยบายของรัฐบาล ยุค คสช. ซึ่งเพื่อพิจารณาแล้วพบว่าไม่ตรงตามเจตนากรมร์ของแผนแม่บทฯ

ด้านนาย เหลาไท นิลนวล ผู้ประสานงานสมัชชาชาวนาชาวไร่ภาคอีสาน กล่าวว่า ในพื้นที่ภาคอีสานมีผู้ถูกดำเนินคดี ถูกยึดที่และออกหมายเรียกที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทป่าไม้ ทั้งหมด 103 ครอบครัว ส่วนมากเป็นคนจนไร้ที่ดินทำกินและถูกตั้งข้อหาบุกรุกบ้าง ครอบครองที่ดินไม่ชอบธรรมบ้าง และบางส่วนมีการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยแบบไม่ได้รับอนุญาต โดยชาวบ้านทั้งหมดไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์สิทธิ์ใดๆ ถึงที่มาที่ไปของการตั้งที่อยู่อาศัย และการบุกเบิกที่ทำกิน ล่าสุดในการตั้งเวทีรับฟังปัญหาที่จังหวัดมหาสารคามที่ผ่านมา ก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐสั่งห้ามจัดเวที โดยอ้างภัยความมั่นคงเช่นเดิม ซึ่งปัญหาทุกอย่างที่ชาวบ้านพยายามจะนำเสนอแตถูกรัฐปิดช่องทางภายใต้กฎอัยการศึกทั้งหมด ทำให้ปัญหายังค้างคาและแก้ไม่สำเร็จ ดังนั้นในการประชุมวันที่18 อยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับฟังอย่างเปิดใจและทำความเข้าใจร่วมกับชาวบ้านอีกครั้ง

นายประทีป ฆังทอง ตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปัญหาแผนแม่บทฯเป็นปัญหาเชิงซ้อนที่เกิดขึ้นมาทับถมเรื่องราวเดิมของชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีทางสู้ โดยปัญหาเดิมที่ชาวบ้านมี คือ การกลุ่มขาดแคลนที่ทำกิน และมีปัญหาพิพาทที่ดินกับภาครัฐ เอกชนมาแล้วหลายปี ซึ่งปัญหาทั้งหมดอยู่ในระหว่างการหาทางออกที่ชาวบ้านเสนอให้ปฏิรูปที่ดินโดยออกเป็นโฉนดชุมชนเพื่อเฉลี่ยพื้นที่รกร้างและว่างเปล่าให้ชาวบ้านทำกิน เนื่องจากภายหลังการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตอุทยานแห่งชาตินั้นมีหลายกลุ่มได้รับผลกระทบขาดแคลนที่ดินเพื่อประโยชน์ใช้สอย แต่ปัญหายังไม่ทันได้แก้ ก็มีเอกชนเข้ามาเอาเปรียบเรื่องการสัมปทานที่ดินเพื่อทำเกษตรแบบพันธนาการ และเช่าทำธุรกิจอื่นๆ แล้ว

received_628753940587494

“ในที่จังหวัดสุราษฎร์นั้นมีหลายบริษัท ที่หมดสัญญาเช่าแต่ยังคงดำเนินกิจการโดยไม่มีความผิด ไม่ถูกยึด ถูกไล่ ถูกระงับ นั่นเพราะนโยบายของรัฐบาลเอื้อประโยชน์ทุนใหญ่ แต่ครั้นพอแผนแม่บทฯ ออกมาปี 2557 ชาวบ้านเหมือนถูกบังคับให้กลายเป็นเชลยศึกทันที” นายประทีป กล่าว

ขณะที่นายธนพร ศรียากุล คณะกรรมการประธานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และปัญหาที่ดินบูโด- สุไหงปาดี กล่าวว่า ตัวอย่างแผนแม่บทฯเป็นความล้มเหลวของภาครัฐในเชิงนโยบายระยะยาว โดยตนเชื่อว่า ตราบใดที่รัฐบาลไม่ว่ายุคใด ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ดิน 3 จังหวัดได้ ปัญหาที่ดินอื่นๆ ในประเทศก็ย่อมแก้ไม่ได้ โดยเฉพาะที่ดินบริเวณเทือกเขาบูโดฯ นั้นเดิมทีชาวบ้านมีการร่วมคิด ร่วมวางแผนและนำเสนอปัญหาการจัดการทรัพยากรร่วมกับภาครัฐมานานแล้ว ทั้งวิจัย ทั้งสำรวจที่ดินเปรียบเทียบแผนที่ทางอากาศ และแผนที่ทำมือ พิสูจน์สิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2541 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมในพื้นที่ รวมทั้งออกแบบแผนอนุรักษ์ไว้อย่างเป็นระบบ แต่กลับไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ มีการเปลี่ยนแผนพัฒนาตามยุคสมัยเรื่อยมาและมีการคอรัปชั่นหลายส่วน จนก่อเกิดเป็นปัญหาทัฐซ้อน ปัจจุบันจึงทำให้ปัญหาที่ดินมีปมขัดแย้งที่หนาขึ้นและยุ่งยากขึ้น เพราะรัฐบาลไม่ฟังประชาชน จึงเสนอให้ คสช.ยุติแผนแม่บทฯตามคำสั่ง 64 ทันที แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ด้วยการผลักดันกฎหมายที่ดินอย่างเป็นธรรม

นายจำนง หนูพันธุ์ ตัวแทนเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า เรื่องปัญหาที่ดินนั้นไม่ได้กระทบแค่บุคคลบนพื้นที่สูง ภาคใต้ และภาคอีสานเท่านั้น แต่ใน กรุงเทพฯ ก็ส่อเกิดปัญหารุนแรงเช่นกัน โดยเฉพาะชาวสลัม ในเมือง ที่อาศัยอยู่ริมคลองกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันในกรุงเทพฯ มีคลองมากกว่า 1,400 แห่ง แน่นอนว่าหากมีการบังคับใช้แผนแม่บทฯ ย่อมกระทบต่อคนจน คนสลัมทั่วประเทศ ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อคนจน และเอื้อต่อแผนพัฒนาประเทศอย่างไร้จริยธรรมของนักการเมืองด้วย ทั้งในปัจจุบันและอนาคต อาจเป็นไปได้ว่าประเทศไทยจะก้าวสู่ทางตันเรื่องที่ดินมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการแถลงข่าว เครือข่ายฯ ได้เดินทางไปรวมตัวกัน ทีมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) และเดินทางยื่นหนังสือให้นายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) นายแพทย์อำพล จินดาวัฒน์ ประธานกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการ (กมธ.) พัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และร่วมประชุมสรุปปัญหากับนายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิตับัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อนำเสนอปัญหาต่างๆของคนจนเมือง และเสนอให้รัฐบาลยุติแผนแม่บทป่าไม้ ภายใต้คำสั่งที่ 64 รวมทั้งเสนอให้เร่งรัดการออกกฎหมายเพื่อคนจน 4 ฉบับ เพื่อความเป็นธรรมของทุกภาคส่วนพร้อมอ่านแถลงการณ์ เรียกร้องภาครัฐหยุดคุกคามภาคประชาชนในทุกหน่วยงานที่จัดกิจกรรมแถลงข่าวและยื่นหนังสือ

ทั้งนี้รายละเอียดต่างๆ ของกรณีดังกล่าวจะมีการประชุมหารือกันอีกครั้งร่วมกับหน่วยงานรัฐ ในวันที่ 18 ธันวาคม ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคารสำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

///////////////////