
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม2557 ที่ห้องประชุม อาคารสำนักงานข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)กรุงเทพฯ มีการประชุมเรื่อง “การดำเนินการตามแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” โดยมีนายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมทั้งมีตัวแทนหน่วยงานราชการ อาทิ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงมหาดไทย และตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมประชุมประมาณ 50 คน
ที่การประชุมได้มีการนำเสนอข้อมูล ปัญหาและข้อกังวลเกี่ยวกับแผนแม่บทป่าไม้และนโยบายด้านที่ดินที่ออกคำสั่งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดจนปัญหาการจัดการทรัพยากรที่ดินทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยต่อคนจนทั่วประเทศ ซึ่งภาคประชาชนได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารทั้งหมดเพื่อชี้แจงที่ประชุมรับทราบ รวมทั้งเสนอทางออกที่เหมาะสมให้หน่วยงานราชการได้เตรียมดำเนินการ โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ในประเด็นภาคประชาชนไม่เห็นด้วยกับแผนแม่บทป่าไม้โดยหลักได้แก่
1 แผนแม่บทของภาครัฐในช่วงยึดอำนาจพบว่า เป็นการลงมติออกคำสั่งจากคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่กลุ่ม คือ เจ้าหน้าที่ทหาร กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นักวิชาการจากคณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่มีสัดส่วนของตัวแทนภาคประชาชนและนักวิชาการสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมศาสตร์ ด้านรัฐศาสตร์ ด้านสังคมวิทยาและมานุษวิทยา ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ระยะเวลาจัดทำไม่ถึง 45 วัน นับจากวันที่มีคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64/2557 และ 66/2557 มีผลบังคับใช้ โดยอ้างว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ 40 %
2. จากการวิเคราะห์การลดลงของพื้นที่ป่าไม้ นอกจากมีสาเหตุมาจากการเปิดสัมปทานป่าไม้แล้วพบว่าส่วนหนึ่งมาจากนโยบายการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวของรัฐบาล การบุกรุกที่ดินของนายทุนเพื่อสร้างโรงแรมรีสอร์ท การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กรณีการปฏิบัติการเร่งด่วนเมื่อถึงเวลาเริ่มปฏิบัติการจริง เจ้าหน้าที่กลับมุ่งเน้นการจับกุมและตรวจสอบประชาชนหรือคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีวิถีชีวิตพึ่งพิงและดำรงรักษาป่ามาช้านาน ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น ทำให้เกิดการกีดกันและเลือกปฏิบัติกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ป่า ด้วยการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า, เขตห้ามล่าสัตว์ป่า) ซ้อนทับพื้นที่ทำกินของประชาชนกลายเป็น “ผู้บุกรุกป่า” ถูกดำเนินการทวงคืนพื้นที่ทำกิน กรณีคนที่อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งได้ส่งมอบให้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) จำนวนมาก กว่า 30 ล้านไร่ทั่วประเทศ กลับไม่ถูกดำเนินการทวงคืน
นายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) กล่าวว่า นโยบายดังกล่าว สะท้อนว่าประเทศไทยมีการใช้นโยบายภาคบังคับที่ขาดกระบวนการมีส่วนร่วม ขาดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีการรับฟังความคิดเห็นเพียงครั้งเดียวจากหน่วยงานราชการได้แก่ กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรชายฝั่ง ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานที่มีข้อพิพาท เป็นคู่ขัดแย้งกับชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในเขตป่ามาโดยตลอด ซึ่งในอดีตมีบทเรียนจากหลังยุคสัมปทานพบแล้วว่ามีประชาชนคนธรรมดารอดพ้นจากข้อพิพาทดังกล่าวน้อยมาก นอกจากนี้ยังพบว่าแผนเร่งด่วนเพื่อทวงคืนพื้นที่ป่าที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ดำเนินการนั้น ในส่วนของภาคเหนืออาทิ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย แต่กลับเป็นพื้นที่ต้องทวงคืนเร่งด่วนสะท้อนว่าภาครัฐทำแผนแม่บทฯไม่รอบคอบและไม่ตรงความเป็นจริงกับข้อมูลในประเทศ
นายประยงค์กล่าวว่า ในส่วนของภาคเหนือนั้น การใช้แผนแม่บทลักษณะปัจจุบันย่อมไม่เหมาะสม เช่น การเร่งตรวจ เอกสารสิทธิ การตรวจหลักฐานการครอบครอง โดยไม่อิงประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่ประชาชนอยู่มาก่อน ย่อมไม่เป็นธรรม แม้ว่ารัฐบาลจะอ้างกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาการออกกฎหมายนั้นช่วงชิงพื้นที่ประชาชนไปมากพอสมควร เพราะขณะนี้ภาคเหนือนั้นเป็นที่ภูเขา แม่น้ำที่สมบูรณ์พอสมควร ส่วนมากเป็นพื้นที่อนุรักษ์ หากจะหาประชาชนที่กระทำผิดโดยมีเอกสารสิทธิ์ หลักฐานการครอบครองที่ถูกต้องตามกรอบกฎหมายปัจจุบัน จะมีแค่ 17 % เท่านั้นที่ไม่ใช่พื้นที่อนุรักษ์ตามนโยบายรัฐ จึงต้องตั้งข้อสงสัยว่าแล้วรัฐบาลจะยึดเอาพื้นที่ใดได้อีก โดยส่วนตัวจึงอยากให้ยุติแผนและทบทวนใหม่
ทั้งนี้ระหว่างการประชุมผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมอุทยานแห่งชาติฯ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ทักท้วงข้อกล่าวหาที่ภาคประชาชนระบุว่า ถูกเจ้าหน้าที่คุกคามนั้น เป็นเพียงการเหมารวมของภาคประชาชน โดยไม่มีการนำเสนอชื่อสกุลของเจ้าหน้าที่เพื่อแจ้งข้อมูลยังหน่วยงานต้นสังกัด อาจส่งผลให้สาธารณะเข้าใจเจ้าหน้าที่ผิดและมองว่าประพฤติมิชอบ โอกาสหน้าจึงขอให้ส่งชื่อและตำแหน่งเจ้าหน้าที่ภาคปฏิบัติการให้ด้วยเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ และอยากขอความเป็นธรรมกับประธานในที่ประชุมและขอร้องให้ภาคประชาชนเลิกมองอย่างเหมารวมด้วย
/////////////////////////////////



