คนพม่ามองข้ามช็อตเลือกตั้งซ่อม ลุ้นบทบาท“ซูจี”ในสภา-ลุยแก้ รธน.

แม้การเลือกตั้งซ่อม 45 เขตในพม่าวันอาทิตย์ที่ 1 เม.ย.55 จะได้รับความสนใจจากนานาชาติที่เฝ้าดูกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมเพื่อสร้างการยอมรับในเวทีโลก ทว่าสำหรับคนพม่าเอง พวกเขามองข้ามช็อตการเลือกตั้งครั้งนี้ไปแล้ว เพราะมีเป้าหมายใหญ่กว่าคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดยผ่านการผลักดันของ อองซานซูจี ในบทบาทสมาชิกรัฐสภา

(คลิกที่รูปเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

  

  

 

บรรยากาศก่อนการเลือกตั้งของพม่าดำเนินไปอย่างไม่คึกคักนัก เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งซ่อม 45 เขตจาก 48 เขตซึ่งแทบไม่มีผลใดๆ ต่อดุลอำนาจในสภา โดยทางการได้ประกาศเลื่อนการหย่อนบัตรออกไปอย่างไม่มีกำหนดรวม 3 เขตในรัฐคะฉิ่น จากสถานการณ์การสู้รบที่ยังไม่น่าไว้วางใจ

 

 

ขุนทุนอู ประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย หรือเอสเอ็นแอลดี กล่าวที่บ้านในกรุงย่างกุ้งว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่มีอะไรที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะถึงแม้พรรคสันติบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี ภายใต้การนำของ นางอองซานซูจี จะได้รับชัยชนะทุกเขต แต่พรรคเอ็นแอลดีก็ยังเป็นเสียงข้างน้อยในสภาอยู่ดี

 

 

อย่างไรก็ดี ขุนทุนอู ซึ่งเพิ่งได้รับการปล่อยตัวในฐานะนักโทษการเมืองเมื่อต้นปี และไม่ได้นำพรรคของเขาลงสมัครรับเลือกตั้งหนนี้ บอกว่า พรรคเอสเอ็นแอลดี และพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น มอญ อาระกัน จะร่วมมือกับพรรคเอ็นแอลดีอย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและรับรองสิทธิตลอดจนความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าซึ่งสู้รบกับรัฐบาลทหารพม่ามานานกว่าครึ่งศตวรรษ

 

 

โก ตาร์ (Ko Tar) นักเขียนอิสระ ให้ความเห็นคล้ายกันว่า ไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการเลือกตั้งซ่อม เพราะเป็นการแย่งชิงที่นั่งในสภาล่างเพียง 45 ที่นั่ง ซึ่งเชื่อว่าประชาชนทั่วไปก็รู้สึกเหมือนกับเขา

 

 

“ผมคิดว่าสิ่งที่คนพม่าให้ความสนใจคือบทบาทของอองซานซูจีหลังการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าซูจีจะชนะเลือกตั้งแน่นอน และได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภา บทบาทในสภาของซูจีเป็นสิ่งที่ชาวพม่าเฝ้ารอว่าเธอจะทำอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเสียงเรียกร้องของคนจำนวนมาก”

 

 

ขณะที่ โก ซอว์ (Ko Saw) ผู้สังเกตการณ์อิสระตรวจสอบการเลือกตั้ง กล่าวว่า สิ่งที่ทุกคนเฝ้าจับตาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระบวนการที่จะไปถึงจุดนั้นน่าจะไม่เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ เนื่องจากผู้แทนในพม่ามีทั้งสภาบน สภาล่าง และสภาท้องถิ่น รวมแล้วกว่า 1 พันที่นั่ง แต่การเลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้มีแค่ 45 ที่นั่ง ฉะนั้นคงสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ยาก

 

 

“สิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญอย่างมากคือบทบาทของซูจีในสภา แม้เธอจะเป็นเพียงเสียงหนึ่ง แต่บารมีของเธออาจจะช่วยโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในนโยบายบางอย่างของรัฐบาลได้ แม้นั่นจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากก็ตาม”

 

 

ดร.ตอง วิน (Thon Win) กรรมการบริหารพรรคเอ็นแอลดีในภาคตะนาวศรีทางตอนใต้ของพม่า กล่าวทำนองเดียวกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยาก เพราะกำหนดให้ต้องใช้เสียงเกินกว่า 3 ใน 4 หรือ 75% ของสมาชิกทั้งสองสภา (สภาบนกับสภาล่าง) ประกอบกับที่นั่งในสภาถึง 25% เป็นของกองทัพ แต่เขาก็เชื่อมั่นในพลังของอองซานซูจีว่าจะสามารถเปลี่ยนแนวคิดของสมาชิกรัฐสภาให้หันมาร่วมมือกับแนวทางประชาชน

 

ด้านมุมมองของนักข่าว (ขอสงวนนาม) จากเมืองทวาย ซึ่งมีการเลือกตั้งซ่อมในเขตชั้นนอกด้วยเช่นกัน กล่าวว่า บทบาทของอองซานซูจีเมื่อได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งซ่อมจะมีได้ 2 บทบาทด้วยกัน คือ 1.เป็น ส.ส.ที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในรัฐธรรมนูญได้ กับ 2.รับตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดปัจจุบัน

 

“ส่วนตัวเชื่อว่าซูจีจะเลือกทำงานในสภามากกว่า เพราะเป็นคนที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว โดยจะโฟกัสไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูประบบกฎหมายของประเทศ”

 

กระนั้นก็ตาม แม้นักข่าวรายนี้จะยอมรับว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปกฎหมายเป็นเรื่องยากมาก แต่เขาก็มีความหวังว่ากระบวนการทางสังคมและบทบาทของอองซานซูจีจะสามารถขับเคลื่อนให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้จริง

 

“หลังการเลือกตั้งหากสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับนานาชาติได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกเลิกการคว่ำบาตร เมื่อถึงตอนนั้นกระบวนการทางสังคมจะตื่นตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนจะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยจะทำให้การเปลี่ยนผ่านทางสังคมเกิดได้เร็วขึ้น”

 

ในประเด็นเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้งหนนี้ นักข่าวจากเมืองทวาย มองว่า ในส่วนกลางหรือเมืองใหญ่อย่างกรุงย่างกุ้ง ประเด็นเรื่องความเป็นอิสระและบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ตระหนักกันทั่วไป แต่ในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ห่างไกลอย่างทวาย ยังไม่มีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการเมืองยุคเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการสู่ประชาธิปไตย

 

 

ขณะที่เอ็นจีโอหนุ่มที่ทำงานเครือข่ายอยู่ในพม่า กล่าวเสริมว่า คนที่ทำงานให้รัฐหรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในทวายต่างออกมาสนับสนุนพรรครัฐบาล (พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือ พรรคยูเอสดีพี) กันอย่างออกนอกหน้า ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐควรเป็นกลางในการเลือกตั้ง นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะตอบได้ว่าการเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมจริงหรือไม่

 

 

สำหรับสัดส่วนที่นั่งในสภาของพม่านั้น แบ่งเป็นสภาบน หรือ upper house มีทั้งสิ้น 224 ที่นั่ง เป็นสัดส่วนของกองทัพ 56 ที่นั่ง ขณะที่สภาล่าง หรือ lower house มี 440 ที่นั่ง มาจาก ส.ส.ทั่วไป 330 ที่นั่ง และผู้แทนกองทัพ 110 ที่นั่ง โดยเสียงสนับสนุนที่ต้องใช้สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมากกว่า 75% ของสมาชิกทั้งสองสภา.

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.