ภาพจาก Facebook Page Myanmar election 2015
ภาพจาก Facebook Page Myanmar election 2015

.

“ฉันไม่คิดว่า การคว่ำบาตรเลือกตั้งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพียงแต่หากยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ(ปี 2551) ทางพรรค NLD ก็จะยังไม่ตัดประเด็นที่จะเลือกคว่ำบาตรการเลือกตั้งปลายปีนี้ทิ้ง”

ประโยคเด็ดจากนางอองซาน ซูจี กล่าวเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นการเมืองพม่าและการปฏิรูปประเทศไปสู่ประชาธิปไตยนั้นยังไม่ก้าวหน้ามากนัก และอาจกำลังส่งสัญญาณต่อรองเฮือกสุดท้ายกับรัฐบาลพม่าหรือไม่ เพราะหากไม่มีพรรคฝ่ายค้านอย่าง NLD ลงชิงชัยเลือกตั้งในปลายปีนี้แล้ว แน่นอนว่าจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่มาก

เป็นเกมการเมือง ผลัดกันเล่น ผลัดกันรับ แต่ใครคือคนคุมเกมที่เหนือกว่า?

ย้อนรอยเลือกตั้งปี 2553

การเลือกตั้งปี 2010 (2553) ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 20 ปีภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2008 (2551) ที่ทหารเป็นผู้ร่างขึ้นนั้น พรรครัฐบาลพม่าอย่างพรรคสามัคคีและการพัฒนา USDP (Union Solidarity and Development) ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายคิดเป็น 76.5 % คว้าเก้าอี้ที่นั่งในสภาไปถึง 883 ที่นั่ง จากทั้งหมด 1,154 ที่นั่ง ส่วนพรรคการเมืองที่คว้าที่นั่งในสภามาเป็นอันดับสองคือพรรค The National Unity Party (NUP) ได้ที่นั่งในสภา 63 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคการเมืองไทใหญ่ พรรคเสือเผือก(SNDP) 57 ที่นั่ง พรรคการเมืองยะไข่(Rakine Nationalities Development Party) 35 ที่นั่ง พรรค NDF แลพรรคการเมืองมอญ AMRDP ได้ไปพรรคละ 16 ที่นั่ง

ขณะที่มีพรรคการเมืองลงแข่งขันทั้งสิ้น 37 พรรค ส่วนพรรคการเมืองใฝ่ประชาธิปไตยส่วนใหญ่อย่างพรรค NLD ของนางซูจี หรือพรรคชนกลุ่มน้อยอย่างพรรคหัวเสือ (SNLD) ต่างเลือกคว่ำบาตรการเลือกตั้งในครั้งนั้น เพราะไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญปี 2551 มีรายงานตัวเลขผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีอยู่ราว 29 ล้านคน แต่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพียง 60 % เท่านั้น ในขณะที่การเลือกตั้งในปีนั้นถูกยกว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์และไม่ยุติธรรมมากที่สุด ไม่มีการอนุญาตให้นานาชาติเข้าไปสังเกตการณ์ ในขณะที่มีรายงานการโกงคะแนนตามเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เพื่อให้พรรครัฐบาล USDP ชนะการเลือกตั้ง ชาวพม่าบางส่วนถึงกับพูดกันว่า เป็นการเลือกตั้งที่น่าอับอายขายหน้าที่สุดครั้งหนึ่งของพม่า

ภาพจาก Facebook Page Myanmar election 2015
ภาพจาก Facebook Page Myanmar election 2015

ในขณะที่ระบบการเลือกตั้งของพม่า เป็นการเลือกตั้งผู้แทนไปสู่ 3 สภา แต่ที่ไม่เหมือนใครในโลก หรือที่พม่าโอนลี่ก็คือ แต่ละสภามีที่นั่งสงวนไว้ให้ทหาร 25 % นี่ยังไม่นับรวมกับทหารที่เพิ่งถอดเครื่องแบบออกหมาดๆ และมาในฐานะ ส.ส.จากพรรค USDP ส่วนสภาระดับชาติหรือรัฐสภาของพม่า (Pyidaungsu Hluttaw-ปยีต่อซู่ ลุตต่อ) มีอยู่ 2 สภาด้วยกัน คือ1.สภาประชาชน หรือ สภาผู้แทนราษฎร (House of representatives – Pyithu Hluttaw) ประกอบด้วยสมาชิก 440 ที่นั่ง โดย 330 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งในแต่ละอำเภอละ 1 คน จากทั่วประเทศ 330 อำเภอ ส่วนอีก 110 ที่นั่งถูกแต่งตั้งมาจากกองทัพ และ 2.คือ วุฒิสภา หรือ สภาชนชาติ (House of Nationalities -Amyotha Hluttaw) ประกอบด้วยสมาชิก 224 ที่นั่ง โดย168 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ภาคหรือเขตละ 12 คน และ 56 คน มาจากกองทัพอีกเช่นเคย นอกจากนี้ ยังมีสภาภูมิภาคและสภารัฐ (Regional and State Parliament) มีสมาชิกทั้งสิ้น 885 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้ง 665 ที่เหลือ 220 ที่นั่งเป็นของทหาร โดยสภาภูมิภาคนั้นหรือสภารัฐนั้น ในแต่ละอำเภอจะมี ส.ส.ได้ 2 ที่นั่ง ดังนั้น จำนวน ส.ส.ใน 14 เขตภูมิภาคหรือในแต่ละรัฐจึงแตกต่างกันออกไปตามจำนวนอำเภอในแต่ละเขต โดยหากมีอำเภอเยอะ จำนวน ส.ส.ก็เยอะตามไปด้วย นอกจากนี้ หากในเขตพื้นที่นั้นๆมีชนกลุ่มน้อยอื่นๆที่จำนวนถึงร้อยละ 0.1 ของประชากรทั่วประเทศ ก็จะได้เพิ่มอีก 1 ที่นั่ง ทั้งนี้พบจำนวนที่นั่งสภารัฐในรัฐฉานนั้นเยอะที่สุดอยู่ที่ 109 ที่นั่ง ขณะที่รัฐคะเรนนีมีที่นั่งน้อยที่สุดอยู่ที่ 15 ที่นั่งเท่านั้น

หลังการประกาศผลเลือกตั้งเพียง 6 วัน ดอว์อองซาน ซูจี ผู้นำพรรค NLD ได้รับการปล่อยตัว หลังถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านพักเป็นเวลา 15 ปี จากทั้งหมด 21 ปี เช่นเดียวกับนักโทษทางการเมืองคนอื่นๆ ก็ทยอยได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา และรัฐบาลพลเรือนถูกจัดตั้งขึ้นมาบริหารประเทศ นำโดยประธานาธิบดีเต็งเส่ง

ในปี 2554 พรรค NLD เช่นเดียวกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เคยคว่ำบาตรการเลือกตั้งในปี 2553 ได้กลับมาจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองอีกครั้ง โดยพรรค NLD ยังได้ลงชิงชัยเลือกตั้งซ่อมในปี 2555 ทั้งนี้ นางซูจี ได้ลงชิงชัยเลือกตั้งในเมืองก้อมู เขตย่างกุ้ง ซึ่งทางพรรค NLD สามารถคว้าที่นั่งในสภามาได้ 43 ที่นั่ง จากผู้สมัคร 44 คนที่ส่งลงเลือกตั้ง

หลังการเลือกตั้งซ่อม ที่นั่งในสภาได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่นั่งส่วนใหญ่ก็ยังเป็นของส.ส.พรรครัฐบาล USDP แม้นางซูจีได้เข้าไปในรัฐสภาแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง นั่นทำให้ความนิยมในตัวนางซูจีลดน้อยลงไปด้วยในหลายปีมานี้

จับตาเลือกตั้งพม่า 58

คณะกรรมการกลางเลือกตั้งของพม่า หรือ Union Election Commission (UEC) ออกมาประกาศแล้วว่า การเลือกตั้งใหญ่พม่าจะมีขึ้น หากไม่ใช่ปลายเดือนตุลาคม ก็อาจจะเป็นต้นเดือนพฤศจิกายนของปีนี้ ระยะเวลานับจากนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 6 เดือน ส่วนกำหนดวันเลือกตั้งนั้น ทางคณะกรรมการเลือกตั้งจะต้องประกาศก่อนวันเลือกตั้ง 90 วัน ขณะที่ในหลายเมืองของเขตย่างกุ้งและในหลายรัฐเริ่มประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแล้ว โดยทางการพม่าตั้งเป้าที่จะรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.นี้

11043345_952943114745885_6708750027862258485_o

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเด็นหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ข้อสรุป เช่น ระบบที่จะมาใช้ในการเลือกตั้งในปี 2558 ทั้งนี้ พรรค USDP ได้เสนอให้ใช้การเลือกตั้งระบบสัดส่วน (Proportional Representation-PR) แทนระบบผู้ได้คะแนนสูงสุดได้รับเลือกตั้ง (First Past the Post-FPTP) ซึ่งใช้ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2553 โดยพรรค USDP สนับสนุนการเลือกตั้งระบบ PR ขณะที่พรรค NLD และพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยหลายพรรคไม่เห็นด้วยและยังแสดงความกังวลว่า หากมีการเปลี่ยนระบบการลงคะแนนในขณะที่ใกล้วันเลือกตั้ง จะสร้างความสับสนให้กับประชาชน

ขณะที่เมื่อมาดูความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง คณะกรรมการเลือกตั้งประกาศว่า การเลือกตั้งใหญ่ในปลายปี 2558 นี้ จะมีพรรคการเมืองประมาณ 87 พรรคลงชิงชัยเลือกตั้ง จนถึงขณะนี้ 73 พรรคการเมืองมีสิทธิ์จะลงเลือกตั้ง อีก 14 พรรคยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจากคณะกรรมการเลือกตั้ง มีรายงานว่า 53 พรรคการเมืองเตรียมลงแข่งขันเลือกตั้งทั่วประเทศ ขณะที่ 20 พรรคการเมืองจะลงเลือกตั้งเฉพาะในระดับเขตเท่านั้น ในจำนวนนี้ พบมีพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยอยู่ 43 พรรคการเมือง

มีการวิเคราะห์กันว่า หากการเลือกตั้งในปี 2558 นี้ เป็นไปอย่างบริสุทธิ์และยุติธรรม พรรค USDP อาจไม่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรค NLD เช่นเดียวกันที่จะชนะการเลือกตั้งเหมือนในยุคปี 2533

ความเคลื่อนไหวอื่นๆ หลายพรรคการเมืองเริ่มสรรหาตัวแทนของพรรคที่จะส่งลงเลือกตั้งแล้ว โดยเฉพาะพรรครัฐบาล USDP ที่ดูเหมือนจะได้ตัวแทนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเกือบครบแล้ว คาดการณ์ว่า ส่วนใหญ่จะยังคงเป็นผู้สมัครที่เคยลงเลือกตั้งเมื่อปี 2553 ทางด้าน ห่านฉ่วย คณะกรรมการกลางพรรค The National Unity Party (NUP) แสดงความคิดเห็นว่า การเลือกตั้งปี 2558 พรรคการเมืองที่แข็งแกร่งและเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัว จะยังคงเป็นพรรครัฐบาล USDP และพรรคฝ่ายค้านอย่าง NLD ที่จะแข่งขันกันอย่างดุเดือด นั่นหมายความว่า พรรคการเมืองเล็กๆ อาจต้องดิ้นรนและทำงานหนักมากขึ้นเพื่อชนะเลือกตั้ง โดยมองว่าเลือกตั้งปลายปีนี้จะท้าทายมากกว่าการเลือกตั้งในปี 2533 และปี 2553

ขณะที่เมื่อมาดูตัวเต็งว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีพม่าคนต่อไป มีการวิเคราะห์กันว่า มีอยู่ด้วยกัน 4 คน คนแรกคือเต็งเส่ง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะประธานาธิบดีที่นำพม่าไปสู่ประชาธิปไตยและปฏิรูปประเทศ แม้ประชาชนชาวพม่าบางส่วนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เต็งเส่งจะลงเลือกตั้งอีกสมัยหรือไม่ ตัวเต็งคนที่สองคือ นายทุระ ฉ่วยหม่าน โฆษกสภาผู้แทนราษฎรพม่าและเป็นหัวหน้าพรรค USDP ฉ่วยหม่านเคยเป็นอดีตนายพลลำดับ 3 รองลงจากนายพลตานฉ่วยและนายพลหม่องเอ ในยุครัฐบาลทหาร แต่สามารถลบภาพอดีตนายพลออกไปได้อย่างสิ้นเชิง เป็นนักการเมืองอีกคนหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับนางอองซาน ซูจี โดยที่ผ่านมา ฉ่วยหม่านแสดงท่าทีที่ตรงข้ามกับรัฐบาลอยู่หลายครั้ง ทั้งประเด็นเรื่องชนกลุ่มน้อย การออกมาเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญปี 2008 ล่าสุด ฉ่วยหม่านได้ออกมากล่าวว่า พร้อมและยินดีที่จะเป็นประธานาธิบดีพม่าคนต่อไป หากได้รับการเสนอชื่อ

อีกคนที่ถูกจับตามองว่า อาจเป็นอีกตัวเต็งที่จะชิงตำแหน่งประธานาธิบดีพม่า ซึ่งก็คือ พลเอก มิ้นอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพพม่าคนปัจจุบัน ล่าสุดแหล่งข่าวใกล้ชิดกับทางกองทัพออกมาเปิดเผยว่า มิ้นอ่องหล่ายอาจจะเกษียนเร็วขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า อาจเพื่อเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว แม้จะเคยวางแผนที่จะเกษียนอายุราชการตอนอายุครบ 60 ในปีหน้าก็ตาม มีการวิเคราะห์ว่า มิ้นอ่องหล่ายถูกวางตัวหากไม่ใช่ตำแหน่งประธานาธิบดีก็อาจเป็นรองประธานาธิบดีคนใหม่

ส่วนคนสุดท้ายที่ถูกมองว่าอาจขึ้นเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของพม่าก็คือ นางซูจี ผู้นำพรรค NLD แต่เส้นทางสู่การขึ้นเป็นผู้นำแทบจะริบหรี่หากไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญปี 2551 ให้ทันก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะข้อกฎหมายที่ 59 ซึ่งระบุว่า ผู้นำประเทศจะต้องไม่มีคู่สมรสหรือบุตรที่ถือสัญชาติอื่น โดยเชื่อกันว่า กฎหมายนี้ทหารเขียนขึ้นมาเพื่อกีดกันนางซูจีโดยเฉพาะ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า นางซูจีนั้นแต่งงานกับชาวอังกฤษและบุตรชายทั้งสองก็ไม่ได้ถือสัญชาติพม่า

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานางซูจีพยายามออกมาเคลื่อนไหว ทั้งการเดินสายเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนและในรัฐสภา เพื่อแก้รัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเป็นธรรม และถึงขั้นประกาศอาจจะไม่ลงเลือกตั้ง หากไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสัญญาณต่อสู้เฮือกสุดท้าย จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า พรรค NLD จะดำเนินการอย่างไรต่อไป หากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยล่าสุด นางซูจี ยังออกมาเรียกร้องให้มีการประชุม 6 ฝ่ายอีกครั้ง ซึ่งเป็นการหารือระหว่างประธานาธิบดีเต็งเส่ง นายฉ่วยหม่าน โฆษกสภาผู้แทนราษฏร พลตรีขิ่น อ่องมิ้น โฆษกสภาชนชาติ พลเอก มิ้นอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า นางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน NLD และตัวแทนของชนกลุ่มน้อยเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญและการเมือง แต่การแก้รัฐธรรมนูญจะทันหรือไม่ เนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ในขณะที่รัฐบาลพม่าพยายามดึงเวลา

อีกทั้งปัญหาหลายเรื่อง หลายประเด็นยังสะสางไม่แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นการลงนามหยุดยิงทั่วประเทศ โดยจนถึงขณะนี้ แม้การเจรจาสันติภาพดำเนินไป สงครามก็ยังดำเนินไปเช่นเดียวกัน และนับวันจะเลวร้ายลง โดยเฉพาะสงครามทางภาคเหนือของประเทศ เช่นเดียวกับนักศึกษา นักเคลื่อนไหว ชาวนายังคงถูกปราบปรามและจับกุมเมื่อออกมาเดินประท้วงเรียกร้องสิทธิ์ จึงดูเหมือนว่า ประชาธิปไตยในพม่ายังเดินอยู่ในท่ามกลางม่านหมอก โดยหากไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญปี 2551 และให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และหากไม่สามารถยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมา 60 กว่าปีได้ การเลือกตั้งที่ Free and Fair จึงเกิดขึ้นได้ยากและจะไม่มีความหมาย

หรือการเลือกตั้งปี 2558 นี้จะได้ชื่อว่า “อัปยศ” อีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองพม่า ต้องติดตามกันต่อไป

……………

เรื่องโดย หมอกเต่หว่า 

ข้อมูลจาก http://www.eurasiareview.com/DVB/Irrawaddy 

………….

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.