ไทใหญ่หวั่นเขื่อนสาละวินกระทบ 3 แสนคน ทำลายรัฐฉาน ชี้รุนแรง-เพิ่มกำลังทหาร สส.ไทใหญ่ร่วมค้าน วอนยกเลิก

received_10206162719722890

วันนี้ (9 มิถุนายน 2558) ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ FCCT กรุงเทพมหานคร องค์กรสิ่งแวดล้อมไทใหญ่ (Shan Sapawa) ได้จัดเวทีให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน กรณีโครงการเขื่อนสาละวิน ที่เมืองโต๋น ในรัฐฉาน โดยมีผู้สื่อข่าวไทยและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 15 สำนัก นายจายเคอแสง ผู้ประสานงาน กล่าวว่าขณะนี้ประชาชนในรัฐฉานมีความกังวลเป็นอย่างมากต่อแผนการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวินทางภาคใต้ของรัฐฉาน ซึ่งกำลังดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยบริษัทที่ปรึกษาสัญชาติออสเตรเลีย Snowy Mountain Engineering Corporation (SMEC) แต่กลับมีการใช้เจ้าหน้าที่ข่มขู่ประชาชนให้ยอมรับโครงการ

“ในวันนี้ องค์กรองค์กรชุมชุมรัฐฉาน 16 องค์กร ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลพม่ายกเลิกแผนสร้างเขื่อนสาละวิน (เมืองโต๋น) ในรัฐฉาน ซึ่งไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการเร่งดำเนินตามแผนการสร้างเขื่อนสาละวินตอนบน หรือเขื่อนเมืองโต๋น ในภาคใต้ของรัฐฉาน เป็นการลงทุนร่วมระหว่างบริษัทสัญชาติจีน Three Gorges Corporation การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกระทรวงพลังงานไฟฟ้าของพม่า และ International Group of Entrepreneurs” นายจายเคอแสงกล่าว

ผู้ประสานงานกล่าวว่าคณะวิศวกรจีนกว่า 60 คนได้เข้ามาประจำบริเวณหัวงานของเขื่อนตั้งแต่ต้นปี 2558 เริ่มการทดสอบทางอุทกวิทยาและธรณีวิทยา มีการขุดอุโมงค์ลึกตามริมฝั่งน้ำสาละวิน ที่ตั้งโครงการได้รับการคุ้มกันอย่างแหน่นหนาจากทหารและตำรวจพม่า ระยะทาง 20 ไมล์ตามแม่น้ำสาละวินได้ถูกกันไว้เป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่ของบริษัทเท่านั้น บริษัทออสเตรเลียก็กำลังทำการประเมินผลกระทบ ซึ่งทีมงานได้เดินทางในรัฐฉานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558

received_10206162719642888
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านา องค์กรชุมชนรัฐฉาน แสดงจุดยืนต่อต้านการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นสายน้ำนานาชาติที่ทรงคุณค่า และมีข้อกังวลดังต่อไปนี้ 1. สงครามความขัดแย้งยังคงเกิดขึ้นในรัฐฉาน โดยเฉพาะในภาคเหนือติดชายแดนจีน ซึ่งมีการสู้รบอย่างดุเดือดเป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังกลุ่มโกกั้ง การสู้รบเหล่านี้เป็นเหตุให้การก่อสร้างเขื่อนกุนโหลง ซึ่งอยู่บนแม่น้ำสาละวินติดชายแดนจีนต้องยุติไปแล้ว

“ที่ตั้งเขื่อนเมืองโต๋นอยู่บริเวณพื้นที่ขัดแย้งระหว่างกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ขนาดใหญ่หลายกลุ่มในรัฐฉาน พื้นที่รอบเขื่อนและบริเวณอ่างเก็บน้ำเต็มไปด้วยกำลังทหารทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มชาติพันธุ์ มีการเพิ่มจำนวนกองพันทหารพม่ารอบเขื่อนถึงสี่เท่า มีจำนวนถึง 39 กองพันในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แม้มีการหยุดยิง แต่การสู้รบยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2558 กองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army) ปะทะกับทหารพม่าที่เมืองโต๋น ที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมากได้อพยพออกไปจากพื้นที่ซึ่งคาดว่าจะถูกน้ำท่วม เป็นผลมาจากการปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2539-2541 ส่งผลให้ชาวบ้านกว่า 300,000 คนต้องอพยพหลบหนีออกไปบริเวณตอนกลางของรัฐฉาน ชุมชนชนบทที่เหลืออยู่ต้องยอมทนกับการปฏิบัติมิชอบของทหารรัฐบาล ซึ่งไม่ต้องรับผิดต่อการกระทำของตนเอง หากรัฐบาลพม่าเดินหน้าสร้างเขื่อนเมืองโต๋นต่อไปในสภาพที่เป็นอยู่ ย่อมส่งผลให้มีการเพิ่มกำลังทหารและการสร้างค่ายทหารมากขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองพื้นที่ และย่อมส่งผลให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ทำให้ชุมชนในพื้นที่ต้องได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติมิชอบมากขึ้น ความขัดแย้งจะยิ่งรุนแรงขึ้นเนื่องจากรัฐบาลพม่าเดินหน้าขายแม่น้ำสาละวินให้กับประเทศเพื่อนบ้าน แทนที่จะรอกระบวนการเจรจาสันติภาพในระดับประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่มีอำนาจตัดสินใจคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งแหล่งน้ำในพื้นที่ตนเอง

“2. เป็นที่ชัดเจนมากขึ้นว่า กระบวนการ EIA/SIA ของบริษัท SMEC เป็นเรื่องหลอกลวง เป็นเพียงตรายางที่ประทับรับรองแผนการสร้างเขื่อนเมืองโต๋น แทนที่จะมุ่งประเมินผลกระทบของโครงการอย่างจริงจังและเป็นกลาง แม้มีการสัญญาจะทำการรับฟังความเห็นประชาชน “อย่างรอบด้าน” ในบริเวณพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่จนถึงเดือนที่แล้ว บริษัท SMEC ได้ยกเลิกแผนการทำประชาคมหมู่บ้าน ซึ่งที่ผ่านทำได้แค่จัดประชุมแบบปิดลับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เช่น การประชุมที่เกิดขึ้นที่ลอยแหลมและท่าขี้เหล็ก ดูเหมือนจะเป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งหลีกเลี่ยงการประท้วงต่อต้านเขื่อนของชุมชน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2558 ชาวบ้านจำนวนมากรวมตัวประท้วงระหว่างการทำประชาคมของ SMEC ในเมืองโต๋น และก่อนที่ SMEC จะทำประชาคมชาวบ้านในเมืองกุ๋นฮิง เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2558 เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนเริ่มสำรวจภาคสนามตามกระบวนการ EIA/SIA ในเมืองโต๋นเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2558 ทีมสำรวจของบริษัท SMEC จำเป็นต้องยุติการทำงานกลางคันและออกจากเมืองโต๋นไป เนื่องจากเผชิญกับแรงต่อต้านอย่างมากจากแกนนำชาวบ้านในพื้นที่ ทีมสำรวจของบริษัท SMEC ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเอาแต่อธิบายถึงผลในด้านบวกของโครงการเขื่อน มีการแจก “ของกำนัล” ซึ่งชาวบ้านมองว่าเป็นการติดสินบน ทั้งยังชักชวนให้ชาวบ้านลงชื่อในเอกสารที่พวกเขาไม่เข้าใจว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับอะไร องค์กรชุมชนรัฐฉานจึงเรียกร้องให้รัฐบาลพม่ายุติแผนการสร้างเขื่อนเมืองโต๋นโดยทันที รวมทั้งแผนสร้างเขื่อนแห่งอื่น ๆ ในแม่น้ำสาละวิน บริษัท SMEC ควรยุติกระบวนการ EIA/SIA โดยทันที และให้ขนย้ายพนักงานและอุปกรณ์ออกไปจากพื้นที่เขื่อนในเมืองโต๋น

เมื่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามถึงท่าทีของนักการเมืองชาติพันธุ์ในรัฐฉานต่อโครงการดังกล่าว นายจายเคอแสงกล่าวว่าขณะนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในรัฐฉานหลานคนที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอาโครงการเขื่อน เนื่องจากจะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อรัฐฉาน

เขื่อนเมืองโต๋นเป็นโครงการขนาดใหญ่ เขื่อนจะมีความสูง 241 เมตร กำลังผลิต 7,000 เมกะวัตต์ 90% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งไปขายให้ไทยและจีน อ่างเก็บน้ำของเขื่อนมีความยาวสองในสามของความยาวของรัฐฉาน จะส่งผลให้น้ำเอ่อท่วม “หุบเขาเกงคำ” ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีระบบนิเวศที่โดดเด่นที่เรียกว่า “พันเกาะ” และมีแม่น้ำปางที่เป็นแม่น้ำสาขาไหลผ่านบริเวณนั้น เป็นที่มาของชื่อเมืองกุ๋นฮิง (หรือ “กุ๋นเหง” หมายถึงหนึ่งพันเกาะในภาษาไทใหญ่)

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.