
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2558 นางลัน ดาล ชาวบ้านกัมปงปลุกริมทะเลสาบเขมร ตำบลคนอดกอมบ๊อต จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เปิดเผยว่า ปีนี้จังหวัดเสียมราฐเผชิญกับภัยแล้งอย่างหนัก ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา โดยขณะนี้ชาวบ้านหลายพื้นที่ริมทะเลสาบได้ร้องเรียนไปยังทางการเพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้ง ทราบว่าปีนี้ทางรัฐบาลจะมีการจ้างบริษัทต่างชาติ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเป็นบริษัทจากประเทศเกาหลี หรือประเทศเวียดนามเข้ามาขุดลอกคลองในตำบลคน๊อดกอมบ๊อด ซึ่งอาจจะมีการขุดลอกคลองจากท่าเรือชุมชนที่หมู่บ้านกัมปงปลุกไปจนถึงปากน้ำทางออกสู่ทะเลสาบ โดยกำหนดการขุดจะเริ่มขึ้นในปลายเดือนมิถุนายนนี้ ขณะที่ชาวบ้านก็มีการประกอบพิธีกรรมขอฝนกันตามความเชื่อ แต่สถานการณ์ภัยแล้งยังรุนแรงขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ปีนี้เป็นการเผชิญภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี
อย่างไรก็ตามชาวบ้านในชุมชนไม่มีใครทราบข้อมูลข่าวสารเรื่องภัยแล้งในพื้นที่อื่น แต่ในส่วนของชุมชนกัมปงปลุก ขณะนี้ประชากรบางส่วนเริ่มทยอยเข้าทำงานรับจ้างในตัวเมืองเสียมราฐแล้ว เพราะไม่สามารถเพาะปลูกพืชและหาปลาได้จำนวนมากเหมือนปีที่ผ่านมา
“จริงๆ แล้วฤดูแล้งจะเริ่มจากเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนปลายเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนฝนจะเริ่มตกลงมา ทุกๆ ปีต้องมีฝนชะหน้าดินลงมาบ้าง แต่ปีนี้กลับไม่มีฝนเลย ปกติชาวบ้านในพื้นที่กระจายกันประกอบอาชีพที่แตกต่างกันไป บ้างทอผ้าขาย บ้างจะปลูกพืชผักสวนครัวและทำขนมส่งขายในเมืองเสียมราฐ สำหรับผู้ชายก็ทยอยหาปลาตามพื้นที่ต่างของทะเลสาบได้ไม่มากนักแต่ก็ไม่เคยลำบากเท่าปีนี้ พอเข้าฤดูฝนหรือน้ำหลากจะเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงมกราคม ก็ถึงเทศกาลหาปลา แต่ปีนี้กระชังปลาเลี้ยงเกิดขึ้นมากมาย มีนักลงทุนทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงปลามากขึ้น เพราะประมงพื้นบ้านหาปลาได้น้อยลง” นางลัน กล่าว
นางลันกล่าวด้วยว่า สำหรับต้นเหตุของภัยแล้งรุนแรงนั้น ชาวบ้านคาดการณ์ว่า เกิดการการสร้างเขื่อนที่ประเทศลาว ขณะที่อีกสาเหตุเกิดจากความพยายามสร้างถนนเข้าสู่ทะเลสาบเพื่อธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทเอกชนของต่างชาติ โดยการตัดถนนทางบริษัทจะสร้างคันดินโดยขนดินจากข้างนอกมาถมทะเลสาบและคลองสาธารณะประโยชน์ในชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่รถที่ขนส่งนักท่องเที่ยว ซึ่งทางการและบริษัทเอกชนที่ชนะการประมูลจะมีการเก็บค่าผ่านทางนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางเรือ นอกจากนี้นายทุนที่ลงทุนเลี้ยงปลากระชัง ยังมีแนวคิดสร้างกระชังปลาในทะเลสาบแล้วนำดินมาถมเป็นคันบริเวณของใครของมันเพื่อเป็นเส้นทางขนส่ง ซึ่งชาวบ้านมองว่าทุกสาเหตุล้วนทำลายระบบการไหลเวียนของน้ำในแม่น้ำและเป็นการส่งผลให้เกิดตะกอนดินเพิ่มขึ้น ชาวบ้านจึงได้ร้องเรียนไปยังทางสำนักงานเขตจังหวัดให้จัดการแก้ปัญหาดังกล่าวภายหลังทราบว่าบริษัทถอนตัวในการสร้างถนนออกไป แต่พอมาถึง 2015 รัฐบาลกัมพูชาพยายามจะเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะในชุมชนกัมปงปลุกและหมู่บ้านใกล้เคียงให้กลายเป็นพื้นที่การเกษตรอีกแห่ง โดยอ้างว่าน้ำในทะเลสาบลดลงและมีแนวคิดจะทำระบบชลประทานเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง แต่นโยบายยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะดำเนินการเมื่อใด
นายดารี รอง ชาวบ้านซึ่งประกอบอาชีพหาปลาและขับเรือรับ-ส่งนักท่องเที่ยวในชุมชนกัมปงปลุก กล่าวว่า จากปัญหาการพัฒนาด้านต่างๆ นั้น ส่งผลให้เกิดดินตะกอนในทะเลสาบมากขึ้น ทำให้สภาพแวดล้อมของป่าของน้ำในทะเลสาบมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง แต่รัฐบาลไม่เคยรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนรับรู้ ขณะที่ชาวบ้านเองอาศัยประสบการณ์คาดเดาสถานการณ์ไปตามสภาพที่เห็น โดยปีที่แล้วเราพบว่า ระดับน้ำในฤดูแล้งของชุมชนกัมปงปลุกจะยังมีความลึกประมาณระดับหัวเข่า แต่ปีนี้แค่ครึ่งลำแข้งและโดยปกติเรือส่งปลาในฤดูแล้งจะสามารถไปส่งปลากับพ่อค้าคนกลางได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยเมื่อเทียบระยะทางจากปากคลองสู่ทะเลสาบไปจนถึงท่าน้ำใกล้ๆกับโรงเรียนกัมปงปลุกมีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร แต่ปีนี้ชาวบ้านต้องย้ายท่าเรือให้ใกล้เข้ามาเพื่อให้ง่ายต่อการสัญจรโดยระยะทางการเดินเรือจากชุมชนสู่ทะเลสาบเหลือเพียงประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างทางต้องคอยลงเข็นเรือที่ติดดินโคลนตลอดเวลา ในขณะเดียวกันหากมองจากจุดจอดเรือไปถึงพื้นที่อนุรักษ์พันธ์ปลาซึ่ง อยู่ห่างจากชุมชนประมาณ 10 กิโลเมตร จะมีดินดอนเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ น้ำตื้นอย่างน่าใจหาย แต่ไม่มีใครละเลยแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา โดยยังคงผลัดเวรยามไปเฝ้าดูไม่ให้ชาวประมงคนใดจับปลาในพื้นที่อนุรักษ์เพราะเป็นกฎเหล็กของชุมชน ตนและชาวบ้านยอมรับว่าภัยแล้งปีนี้ทำให้ชาวประมงต้องเผชิญกับชีวิตที่ลำบากขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่คิดจะหนีบ้านเกิดไปหางานทำที่อื่น และไม่เห็นด้วยกับโครงการสร้างระบบชลประทาน เพราะแหล่งน้ำทะเลสาบเป็นแหล่งน้ำเก่าแก่และธรรมชาติไม่อยากให้มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“เราอยู่กับเขาทุกวัน วันนี้เหมือนเราเห็นเขาป่วย เขาลำบาก แต่เราไม่ได้อยากได้ความสะดวกอะไร เราไม่ต้องการประปา หรือชลประทาน เพราะเรารู้ว่าทะเลสาบต้องแปรปรวนอีกระลอก เราขอมองปัญหานิ่งสักพัก แล้วจะคิดจะแก้กันเอง ที่แน่ๆ คนทางเหนือแม่น้ำควรหยุดตัดไม้ ควรหยุดสร้างคันกั้นน้ำ แล้วปล่อยอะไรให้เป็นตามธรรมชาติจะดีกว่า ทุกวันนี้ผมหาปลาได้ประมาณวันละ 3-5 กิโลกรัมก็ดีใจแล้ว ถามว่าเราเป็นเกษตรกร เราเครียดไหมที่เห็นน้ำเหือดแห้ง เราก็เครียดบ้าง แต่เราไม่อยากเปลี่ยนแปลง เรารอหน้าฝนที่นักท่องเที่ยวเยอะมีรายได้สองทางทั้งขับเรือพาคนเที่ยว ไปพร้อมๆ กับหาปลา” นายดารี กล่าว
——————–

