ภาพ Shwedarling
ภาพ Shwedarling

องค์กร Germanwatch ได้ออกรายงานประจำปี 2558 ชี้พม่าติดอันดับ 2 ที่เป็นประเทศได้รับผลกระทบหนักสุดจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงระหว่างปี 2537 ถึง 2556 ขณะที่ประเทศฮอนดูรัสอยู่ในอันดับ 1 เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง บังกลาเทศและเวียดนาม ต่างก็ติดอันดับใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและภัยพิบัติอย่างน้ำท่วม พายุและคลื่นความร้อน จากรายงานยังพบว่า ประเทศด้อยพัฒนาได้รับผลกระทบด้านสภาพอากาศแปรปรวนมากกว่าประเทศอุตสาหกรรม

ทุน ลวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศของพม่าเปิดเผยว่า รายงานที่ออกมาได้ข้อมูลมาจากการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และยังวิเคราะห์จากความเสี่ยงของแต่ละประเทศที่จะจะเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงวิธีการเตรียมความพร้อมของแต่ละประเทศที่จะจัดการกับภัยพิบัติอทางธรรมชาติย่างไร

ในรายงานเปิดเผยว่า สภาพอากาศที่แปรปรวนจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น และจะขยายความเสี่ยงที่มีอยู่เดิมแล้ว สร้างความเสี่ยงใหม่ต่อธรรมชาติและมนุษย์ยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ ในปี 2551 เกิดภัยพิบัติธรรมชาติพายุไซโคลนนาร์กีส ในลุ่มน้ำอิรวดีในพม่า เป็นเหตุให้ในพื้นที่ได้รับความเสียหายคิดเป็นมากกว่า 95 % ภัยพิบัติครั้งนั้นทำให้ประชาชนเสียชีวิตมากกว่า 140,000 คน และทำให้พม่ากลายเป็นประเทศติดอันดับต้นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมธรรมชาติ อันเนื่องมาจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พม่าต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายอย่าง เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุ ซึ่งเป็นผลมาจากการตัดไม้ทำลายป่าและการสูญเสียทรัพยากรทางธรรมชาติในประเทศ ก่อนหน้านี้ องค์กร NGO ด้านสิ่งแวดล้อมของพม่าก็ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่รัฐบาลพม่ามีแผนจะสร้างขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พม่ายังได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว เช่นในปี 2554 เกิดแผ่นไหว 6.8 ตามมาตราริกเตอร์ทางภาคตะวันออกของรัฐฉาน มีประชาชนเสียชีวิตมากกว่า 100 คน และในปี 2555 ก็เกิดเหตุแผ่นดินไหวอีกครั้งขนาด 6.8 ตามมาตราริกเตอร์ที่มัณฑะเลย์

ที่มา DVB

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.