Search

คนงานพ้อนายกฯไม่เห็นคุณค่า-ทำท่าไม่ปรับค่าจ้าง แนะฟังข้อมูลความเดือดร้อนอีกด้านหนึ่งบ้าง ชี้วันละ 300 บาทไม่พอเลี้ยงครอบครัว ตั้งคำถามทำไมปรับให้ข้าราชการ-พนักงานรัฐวิสาหกิจได้

ภาพโดย บัณฑิตา สุขสมัย
ภาพโดย บัณฑิตา สุขสมัย

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน เวลาประมาณ 9.30 น. ผู้ใช้แรงงานในนามของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) ได้นัดรวมตัวกันที่ลานพระรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งมีการถือป้ายสะท้อนปัญหาความยากลำบากของผู้ใช้แรงงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจในเครื่องแบบ และหน่วยข่าวทหาร ร่วมสังเกตการณ์

น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคสร.ได้อ่านคำประกาศจุดยืน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือ ว่า 1.เราขอสนับสนุนและจะผลักดันทุกวิถีทางเพื่อให้แรงงานมีค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ และเราไม่เห็นด้วยที่จะมีการปล่อยให้มีค่าจ้างแบบลอยตัวในแต่ละเขต แต่ละจังหวัด เพราะจะทำให้มีแรงงานย้ายถิ่นจนเกิดการกระจุกตัวของแรงงานในเขตเมือง

2.เราขอให้รัฐบาลปรับค่าจ้างขั้นต่ำจากวันละ 300 บาท เป็น 360 บาทเท่ากันทั้งประเทศ เพราะค่าจ้าง 300 บาทไม่มีการปรับมาตั้งแต่ปี 2554 แต่ราคาสินค้ายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ถึงกรณีที่แรงงานเรียกร้องขอปรับขึ้นค่าแรงว่า ยังไม่สามารถขึ้นได้ แต่สื่อก็ไปเขียนให้เป็นประเด็น ตนเคยบอกแล้วว่าแรงงานต้องผ่านการคัดกรองที่กระทรวงแรงงาน ผ่านการประเมินความสามารถ ที่แรงงาน ไม่ได้ใช้แรงงานอย่างเดียว ซึ่งจะมีค่าแรงตามขั้นตอนให้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ทำกัน

“ผมถามหน่อยว่าแรงงานทั้งประเทศมีเท่าไหร่ ถ้าขึ้นค่าแรงจะต้องใช้อีกเท่าไหร่ ต้องช่วยผมบ้าง ช่วยกันทำความเข้าใจ ไม่ใช่เอาข้อเรียกร้องมากดดัน พอผมไม่ให้ก็ไปกดดันแรงงาน สุดท้ายก็ตีกันอยู่อย่างนี้ จะทำอย่างอื่นหรือไม่ ถ้าขึ้นค่าแรงแล้วอย่างอื่นก็เลิกไม่ต้องทำ เอาไหม แล้วก็มาบอกว่าไม่เห็นใจเขา ที่ทำทุกวันนี้เพราะเห็นใจ ทุกเรื่องจะต้องสร้างกรอบให้เข้มแข็งถึงจะขึ้นกรอบในได้ ไม่ใช่กรอบทำไปส่งเดชใช้เงินเท่าไหร่ก็ช่างมัน แล้ววันหน้าจะทำอะไรได้หรือไม่ ถามว่าวันนี้ความเข้มแข็งเกิดหรือไม่ ลงทุนอะไรได้บ้าง ความเข้มแข็งของประเทศมีไหม แล้วมาโวยวายกันว่ารายได้ตกต่ำ การเกษตรขายไม่ออก ถามว่าเพราะอะไร เพราะเราไม่ได้ทำโครงการเหล่านี้มาก่อน ที่ผ่านมาแก้ปัญหาเฉพาะกาล เฉพาะฤดู เฉพาะเรื่อง ผมไม่ได้โทษใคร เดี๋ยวจะหาว่าไปว่าคนโน้นคนนี้อีกรำคาญ”

นางสาวสงวน ขุนทรง ผู้ประสานงานกลุ่มสหภาพอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ กล่าวว่า ทุกวันนี้คนงานต่างปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นมาก ทำให้ต้องทำโอทีมากขึ้นและไม่มีเวลาดูครอบครัว แม้ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทจะพอเลี้ยงตัวเอง แต่ก็ไม่พอจุนเจือครอบครัว หากไม่ทำโอทีก็ไม่มีเงินส่งไปดูแลทางบ้าน

“หลังกลับจากยื่นหนังสือ ช่วงค่ำพอมาดูข่าวที่บ้าน ได้ยินนายกรัฐมนตรีพูดแล้วไม่สบายใจ ท่านบอกว่าไม่รู้เอาเงินที่ไหนจ่ายค่าจ้างเพิ่ม ท่านพูดเหมือนตัวเองเป็นนายจ้างเลย ทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ว่ามีความเหลื่อมล้ำ ทั้งข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ต่างไปปรับกันถ้วนหน้า คนงานก็เป็นคนเหมือนกัน สร้างผลผลิตเข้าประเทศจำนวนมาก แต่ท่านกลับไม่เห็นความสำคัญและคุณค่าคนที่ทำงาน ท่านเห็นคนงานเป็นทาสหรืออย่างไร อยากให้รับข้อมูลจากฝั่งคนงานบ้าง ท่านรู้บ้างมั้ย นายจ้างเขาขยายโรงงานกันอีกกี่แห่งแล้ว แต่พวกเรายังอยู่กันอย่างยากลำบากเหมือนเดิม”นางสาวสงวน กล่าว

นางสาวสงวนกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าช่วงนี้ปรับไม่ได้ ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าจะปรับให้ช่วงไหน ท่านอาจมีเรื่องยุ่งหลายอย่าง และมักพูดเรื่องการพัฒนาฝีมือ จะให้เราพัฒนาฝีมืออะไรอีก เรารู้หมดทุกอย่างในโรงงาน แต่ยังได้แค่ค่าจ้างต่ำ ทั้งๆ ที่ค่าจ้างขั่นต่ำคือค่าจ้างแรกเข้าทำงาน

“ป้าทำงานมาตั้งแต่อายุ 17 ปี จนตอนนี้อายุ 62 ปี ทำงานอยู่ในโรงงานมาเกือบ 50 ปีแล้ว ขณะนี้ได้ค่าจ้างวันละ 316 บาท เกินค่าจ้างขั้นต่ำมา 16 บาท ป้าอยากถามท่านเหมือนกันว่า หากมีลูกมีหลานแล้วได้รับค่าจ้างแบบนี้ ท่านจะยอมมั้ย ตอนเข้ามาทำงานแรกๆ เรายังศรัทธาท่านอยู่ แต่ตอนนี้ท่านเล่นไม่ฟังแรงงานไทยบ้างเลย” นางสาวสงวนกล่าว และว่าการเปรียบเทียบค่าจ้างขั้นต่ำกับต่างประเทศก็ควรดูประเทศที่มีมาตรฐานสูง ไม่ใช่เปรียบเทียบกับประเทศที่มีมาตรฐานต่ำ