Search

กลุ่มสิทธิเผยชาวโรฮิงญาเกือบหมื่นถูกกองทัพพม่าบังคับใช้แรงงาน พบมีเด็กรวมด้วยนับร้อย ด้านทางการปฏิเสธเสียงแข็ง

ภาพโดย International Labour Organization/M. Crozet
ภาพโดย International Labour Organization/M. Crozet

แม้ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ให้คำมั่นสัญญาเมื่อปี 2555 ว่าจะเลิกการบังคับใช้แรงงานภายใน 3 ปี อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ได้ออกมารายงานว่า ยังคงพบมีการบังคับใช้แรงงานชาวมุสลิมโรฮิงญา ในรัฐอาระกัน รัฐทางตะวันของประเทศอย่างต่อเนื่อง จากการที่ได้สัมภาษณ์กับชาวบ้าน 16 คน ใน 3 ชุมชน ขณะที่เรื่องนี้อาจสร้างความยากลำบากให้กับพม่ามากขึ้นในการโน้มน้าวให้สหรัฐอเมริกายกเลิกการคว่ำบาตรต่อพม่า ซึ่งสหรัฐฯได้ดำเนินมาตั้งแต่ยุครัฐบาลเผด็จการทหาร

ทั้งนี้ ยังพบการบังคับใช้แรงงานชาวบ้านที่เป็นชาวมุสลิมโรฮิงญา ทางตอนเหนือของรัฐอาระกัน ซึ่งมีชายแดนติดกับบังกลาเทศ เช่น การบังคับให้เป็นลูกหาบขนของ ทำงานในไร่นาที่เป็นของกองทัพ และทำงานในฐานทัพเป็นต้น โดยในพื้นที่นี้ แม้ทางหน่วยงานของยูเอ็นและองค์กรด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศจะสามารถเข้าไปทำงานได้ แต่ถูกรัฐบาลพม่าควบคุมอย่างเข้มงวด

มีรายงานว่า ทหารพม่าจากกองพันทหารราบเบาที่ 552 และ 352 ได้บังคับใช้แรงงานชาวบ้านเมื่อเดือนที่แล้ว และยังพบมีการทุบตีทำร้ายร่างกายและใช้ความรุนแรงข่มขู่ชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ออกมาเปิดเผยไม่กล้าเปิดเผยชื่อจริงและชุมชนที่พวกเขาอยู่ เนื่องจากกลัวว่าจะถูกลงโทษจากกองทัพพม่า หมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับฐานที่มั่นของกองพันทหารราบเบา 352 ทุกๆ วันต้องส่งชายจำนวน 5 คน ไปทำงานให้กับทหารพม่า

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางกองทัพพม่าไม่มีท่าทีใดๆ ขณะที่นายเยทุต โฆษกของรัฐบาลพม่าก็ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ด้านหม่อง หม่อง โอน หัวหน้ารัฐมนตรีประจำรัฐอาระกันออกมาปฏิเสธทว่าหารพม่าไม่ได้บังคับใช้แรง
งานชาวบ้านแต่อย่างใด โดยระบุ หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในรัฐอาระกันจะต้องทราบและจะต้องดำเนินจัดการทันที

Sadek วัย 15 ปี วัยรุ่นชาวโรฮิงญาเปิดเผยว่า เขาถูกทหารพม่าจากกองพันราบเบา 552 ใช้กำลังบังคับจับตัวเขาไป เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาและชาย รวมถึงเด็กชายอีก 31 คน ถูกทหารพม่าบังคับให้ขนกระสอบข้าวผ่านเนินเขาและป่าเป็นเวลา 2 วัน โดยทั้งหมดที่ถูกบังคับทำงานได้รับอาหารและน้ำดื่มเพียงน้อยนิด รวมถึงไม่ได้รับค่าจ้าง มีรายงานว่า ชายบางคนที่ขัดขืนถูกทหารทำร้ายร่างกาย ในเวลาต่อมา Sadek ได้รับการปล่อยตัว โดยยังมีชาวบ้านอีก 5 รายที่ยืนยันเรื่องที่ Sadek เปิดเผยนั้นเป็นเรื่องจริง เนื่องจากถูกบังคับเป็นลูกหาบในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย

Chris Lewa หัวหน้าโครงการอาระกัน (Arakan Project) กลุ่มเพื่อสิทธิมนุษยชนที่มุ่งเน้นทำงานเพื่อชาวโรฮิงญาเปิดเผยว่า เหตุที่ยังคงมีการบังคับใช้แรงงานมาจากหลายสาเหตุ เช่น ทหารที่ก่อเหตุไม่ต้องรับโทษทางทหารและปัญหาเรื่องเชื้อชาติ รวมไปถึงระบบที่ส่งเสริมให้ทหารท้องถิ่นใช้รูปแบบเศรษฐกิจพึ่งตนเอง

Chris Lewa ยังเปิดเผยว่า ในปี 2557 ได้รับข้อมูลว่า มีชาวโรฮิงญามากถึง 8,000 คน ถูกบังคับใช้แรงงาน ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงเด็กอีกหลาย 100 คน โดยพบผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่เป็นทหารพม่า ทั้งนี้ยังพบว่า ในพื้นที่ซึ่งอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานพลเรือนนั้นพบการบังคับใช้แรงงานลดลงอย่างมาก แต่ในพื้นที่ชายแดนอย่างเมืองบูทีดอง ซึ่งมีฐานที่มั่นทหารประจำอยู่ กลับยังพบการบังคับใช้แรงงานอยู่

แมทธิว สมิท จากองค์กร Fortify Rights เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีชาวโรฮิงญามากกว่า 100,000 คน ได้หลบหนีทิ้งชีวิตในรัฐอาระกัน และบ่อยครั้งที่คนเหล่านี้ต้องจบชีวิตลงบนเรือระหว่างเดินทางไปกับขบวนการค้ามนุษย์เพื่อไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าไปประเทศอื่น “นี่เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ว่า ทำไมคนเหล่านี้ถึงต้องตัดสินใจลงเรือ เพราะการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นนี้ไงล่ะ” เขากล่าว ขณะที่ที่ปัญหาการอพยพของชาวโรฮิงญา กำลังเป็นปัญหาระดับภูมิภาค

ที่มา รอยเตอร์