อีกหลายมุมในทวาย เมืองเล็กๆ ที่จะกลายเป็นอภิมหาโปรเจคแห่งอาเซียน (3)

ถนนผ่านหมู่บ้านตะบิวชองฝุ่นตลบอยู่ตลอดทั้งวัน เพราะเจ้าหน้าที่ของบริษัทอิตาเลี่ยนไทยขับรถยนต์วิ่งตามหาแกนนำชาวบ้านให้พล่าน ภายหลังจากการจัดประชุมชาวบ้านของคณะนักวิชาการที่จัดทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มาพร้อมกับผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทย ล่มกลางคัน เนื่องจากชาวบ้านต่างพากันวอคเอาท์ เพราะไม่พอใจท่าทีของผู้แทนบริษัทฯ

 

หมู่บ้านประมงใกล้พื้นที่อุตสาหกรรม

ขณะที่นักวิชาการกลุ่มนี้และตัวแทนบริษัท ยังคงงุนงงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเราได้เข้าไปแนะนำตัวและขอสัมภาษณ์ผู้แทนจากบริษัทฯและคณะนักวิชาการจากจุฬาฯ แต่ผู้แทนบริษัทฯขอตัวไปดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ไปเชิญแกนนำมาคุยใหม่และจะกลับมาคุยกับนักข่าว แต่เขาคงยุ่งจึงไม่ได้กลับมา

 

ขณะที่คณะนักวิชาการและทีมงานมีท่าทีค่อนข้างแปลกใจในการเดินทางมาถึงของกลุ่มสื่อมวลชน เห็นได้จากการตั้งคำถามแรกว่า “พวกคุณมากันอย่างไร”

 

คณะนักวิชาการได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยระบุว่าให้ไปถามหัวหน้าโครงการที่รับจัดทำอีไอเอครั้งนี้คือ ดร.กัลยา สุนทรวงศ์สกุล จากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งอธิบายว่าพวกเขาเป็นเพียงทีมงานศึกษา 1 ใน 4 ของการทำอีไอเอทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาเฉพาะผลกระทบจากการตัดถนนเท่านั้น ทั้งนี้ทุกอย่างต้องยึดตามหลักวิชาการ

 

เมืองทวายยังคงเสน่ห์เมืองเก่า

เมื่อถามถึงเหตุการณ์ที่ชาวบ้านวอคเอาท์ออกจากห้องประชุม เขาแจงว่าอาจเป็นเรื่องของการสื่อสารที่มีทำให้เกิดการเข้าใจผิดและเกิดอารมณ์ไม่พอใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่าชาวบ้านแสดงความสงสัยถึงความเป็นกลางเพราะคณะจัดทำอีไอเอร่วมเดินทางมาพร้อมผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทย นักวิชาการจากจุฬาฯ ร่วมกันชี้แจงว่า พวกตนเคยเดินทางมากันเอง แต่หลายครั้งที่ชาวบ้านตั้งคำถามกับบริษัทฯ พวกตนไม่สามารถให้ตอบที่ค้างคาใจชาวบ้านแทนบริษัทฯ ได้ ดังนั้นครั้งนี้จึงเดินทางมาพร้อมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นกลาง

 

หลังจากแยกย้ายจากกลุ่มนักวิชาการ พวกเราได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์แกนนำชาวบ้านหลายคน หนึ่งในนั้นคือนายซอโข่

 

ชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงที่ได้รับผลกระทบได้รวมตัวกันเป็นเครือข่าย 12 หมู่บ้านเพื่อร่วมกันทำงาน และเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สัมคมได้รับทราบ

 

นายซอโข่ ซึ่งเป็นผู้นำในการวอคเอาท์จากที่ประชุมให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทอิตาเลียนไทยไม่ได้เข้ามาดูแลชาวบ้านและผัดวันประกันพรุ่งมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่การสร้างถนนได้ตัดผ่านสวนหมากของชาวบ้าน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจและแหล่งรายได้สำคัญของผู้คนแถบนี้ แต่ชาวบ้านไม่เคยได้รับการเยียวยาจนกระทั่งชาวบ้านต้องประกาศปิดถนนมาแล้ว แต่บริษัทก็เลี่ยงไปสร้างถนนบริเวณอื่นก่อน และยังไม่มาแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ดังนั้นครั้งนี้ชาวบ้านก็จะไม่ยอมให้มีการตัดถนนเข้ามาในที่ดินทำกินของชาว บ้านอีก หากบริษัทฯ ยังไม่ยอมแก้ปัญหา

 

“เขาไม่ทำถนนพวกเราก็อยู่กันได้ ไม่มีปัญหา หากเขายังดื้อดึง เราจะเอาข้อเท็จจริงทั้งหมดแจ้งให้กับทางการได้รับทราบว่าพวกเราเดือดร้อน กันอย่างไร หากบริษัทยังไม่ยอมแก้ไขปัญหาก็ไม่ต้องทำโครงการต่อ เราอยู่กันมานานเป็นร้อยปี เราก็มีโครงสร้างการปกครองของเรา เขาเข้ามาใหม่ก็ควรเคารพเราด้วย ตรงไหนที่ทำแล้วเกิดผลกระทบกับชาวบ้าน เราก็ไม่ต้องการ” นายซอโข่ กล่าว

 

นายตูแย กรรมการบริหารเคเอ็นยูภาคมะริด-ตะนาวศรี

ขณะที่นายตูแย กรรมการบริหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ เคเอ็นยู ภาคมะริด-ทวาย ซึ่งร่วมสังเกตการประชุมครั้งนี้ ให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทอิตาเลียนไทย เคยหารือกับผู้บริหารเคเอ็นยูเกี่ยวกับการตัดถนนเชื่อมจากจ.กาญจนบุรีไปสู่ ทวาย โดยเคเอ็นยูได้แนะนำไปหลายข้อ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการฟังเสียงและให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน หากชาวบ้านไม่ยอมก็อย่าไปทำ แต่บริษัทก็ไม่ปฎิบัติตามจึงเกิดปัญหาขึ้นจนกระทั่งชาวบ้านประกาศปิดถนนห้าม ก่อสร้างมาแล้ว ดังนั้นหากบริษัทอิตาเลียนไทยจะเดินหน้าโครงการสร้างถนนก็ต้องมาหารือกันใหม่

 

เขาบอกว่า พื้นที่ตัดถนนเส้นนี้เคยเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างรัฐบาลพม่ากับเคเอ็นยูจึง ไม่มีกฎหมายหรือระบบที่ชัดเจน เคเอ็นยูไม่เคยคิดว่าจะมีโครงการใหญ่ขนาดนี้เข้ามา แต่เคเอ็นยูก็ไม่เคยต่อต้านการพัฒนา เพียงแต่ต้องดูแลชาวปกาเกอญอที่เป็นชาวบ้านในเขตปกครอง อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญของพม่าระบุว่าสิ่งที่อยู่ในดิน ใต้น้ำ และในอากาศในพม่าเป็นของรัฐ แสดงว่าชาวบ้านอยู่และทำกินได้แต่ไม่ใช่เจ้าของ ขณะที่กฎหมายของเคเอ็นยูเขียนไว้ว่าประชากรที่เกิดมีสิทธิ์ครอบครองและใช้ พื้นที่ของตัวเองในการสร้างอนาคต แม้แต่รัฐที่มีอำนาจสูงสุด หากจะใช้ที่ดินที่ชาวบ้านก็ต้องขออนุญาตเจ้าของก่อน

 

“บริษัทฯ อาจยึดถือกฎหมายของพม่าเป็นหลัก ไม่ใช่กฎหมายที่พวกเราใช้อยู่ แต่คนที่เดือดร้อนและยืนหยัดต่อสู้คือชาวบ้านที่นี่ พวกเขารู้สึกว่ามีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเอง ที่ผ่านมาเคเอ็นยูเองก็พยายามอยู่อย่างสันติเห็นได้จากการยอมเจรจาหยุดยิง กับรัฐบาลพม่า ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อาจกลายเป็นหัวข้อหนึ่งที่นำไปหารือกับรัฐบาลพม่า” ตูแย กล่าว

 

ผู้นำเคเอ็นยูกล่าวว่าบริษัทอิตาเลียนไทยที่เข้ามาทำงานต้องเคารพวิถี ดั้งเดิมของชุมชนด้วย และอย่าพยายามทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งตนเข้ามาก็ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าบริษัทได้ทำลายต้นไม้พืชเศรษฐกิจใน สวนของพวกเขาตั้งแต่ปีก่อน แต่ยังไม่เยียวยาใดๆ เลย ซึ่งเรื่องนี้เคเอ็นยูก็เคยเตือนไปแล้ว แต่บริษัทยังไม่แก้ไข ดังนั้นหากจะดำเนินโครงการต่อก็ต้องมาคุยกันใหม่ และชาวบ้านต้องได้ประโยชน์จากการพัฒนาครั้งนี้ด้วย

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เคเอ็นยูเคยได้รับประโยชน์จากบริษัทฯ ด้วยหรือไม่ นายตูแยกล่าวว่า มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้เรารู้ดีว่าการตัดถนนครั้งนี้มีผลต่อเรื่องความมั่นคงของตัวเอง แต่ก็ยอมร่วมทั้งการเจรจากับพม่าเพราะอยากให้บ้านเมืองเป็นสุข แต่การกระทำใดๆ ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนก็ต้องมาคุยและแก้ปัญหาร่วมกัน

 

“ผมเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าพื้นที่ที่เราดูแลอยู่จะมีโครงการใหญ่ขนาดนี้เข้ามา”ตูแยบอกถึงความประหลาดใจ “ผมทำงานในเคเอ็นยูมากว่า 30 ปี คิดแต่เรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่เคยคิดถึงเรื่องโครงการนี้มาก่อนเลย”

 

ความประหลาดใจของตูแยก็เหมือนอีกหลายๆคนในเมืองทวายที่กลุ่มผู้สื่อข่าวได้ใช้เวลา 4 วัน 3 คืนในการเข้าไปเก็บข้อมูล เพราะไม่เคยคิดว่าอภิมหาโปรเจคนี้จะเกิดขึ้น แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับหลากหลายคำถามของชาวบ้านและข้อเท็จจริงหลายแง่มุมที่สังคมควรได้รับรู้

 

การยกระดับการลงทุนข้ามพรมแดนในยุคเสรีอาเซียนโดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ ควรยกระดับจริยธรรมและคุณธรรมควบคู่ไปด้วย

 

เมืองเล็กๆอันงดงามที่ชื่อว่าทวาย กำลังจะกลายเป็นต้นแบบของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของยุคทุนเสรีอาเซียน.

 

โดย โลมาอิรวดี
จาก  เนชั่นสุดสัปดาห์ 4 พฤษภาคม 2555

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.