ลุง1
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสหภาพชนชาติกะเหรี่ยง(Karen National Union-KNU) ได้จัดประชุมกับองค์กรภาคประชาสังคมกะเหรี่ยง เพื่อชี้แจงความคืบหน้าของการลงนามหยุดยิงทั่วประเทศ (National Ceasefire Agreement) ซึ่งเคเอ็นยูได้เข้าร่วมกระบวนการดังกล่าวกับรัฐบาลพม่า อย่างไรก็ตามมีการแสดงความไม่เห็นด้วยจากหลายกลุ่มที่เข้าประชุม โดยมองว่าเคเอ็นยูดำเนินการโดยไม่ปรึกษาหารือภาคประชาชน และเป็นเพียงการแจ้งให้ทราบเท่านั้น

ในการประชุมดังกล่าวพลเอกบอ จ่อ แฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ.สส.) ตอบคำถามต่างๆ ของผู้เข้าร่วมประชุม โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งดังนี้

ถาม- หากไม่มีการลงนามหยุดยิงในเร็วๆนี้ การสู้รบจะเกิดขึ้นใหม่หรือไม่
ตอบ- เราไม่ได้ดึงเวลาในการลงนามหยุดยิงแล้วจะสนับสนุนให้มีการรบกันใหม่ แต่การสู้รบเกิดขึ้นมานาน แล้วจะมาเจรจากันเงียบๆ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

ถาม- ขอให้ (เคเอ็นยู) ใช้เวลามากขึ้นในการทำความเข้าใจกันภายใน
ตอบ- รัฐบาลพม่าบอกว่าเขารักสันติภาพ พยายามเดินบนเส้นทางแห่งสันติ แต่บอกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ไม่ชอบสันติวิธี บอกว่ากลุ่มชาติพันธุ์พยายามถ่วงเวลาในการร่วมลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า แต่เขาต้องตระหนักว่านี่ไม่ใช่การกระทำของเพียงฝ่ายเดียว

คำพูดที่เห็นได้ชัดของผู้นำพม่า เราควรจะกลับมาทบทวน
เราได้ยินกันทุกคนเมื่อเร็วๆนี้ นายพล มินอ่องหล่าย บอกว่าสันติภาพง่ายนิดเดียว สิ่งสำคัญคือกลุ่มชาติพันธุ์ต้องยอมรับในเงื่อนไขวางอาวุธ แค่นั้นสันติภาพก็เกิด เขาพูดอย่างนั้น แต่สำหรับเราแล้วผมขอบอกว่าเราต้องขอเวลาอีกสักพัก โดยเฉพาะเรื่องการหยุดยิง ว่าจะมีขั้นต่อไปอย่างไร คำพูดที่รัฐบาลพม่ากล่าวถึงหลายครั้งคือเรื่องการปลดอาวุธ สิ่งเหล่านี้เราต้องทำความเข้าใจและอธิบายให้กับทหารระดับกองพล-กองพันของเราให้เข้าใจชัดเจนก่อน บางพื้นที่ได้ข่าวว่า พม่าบอกว่าต้องมาเป็นกองกำลังปกป้องชายแดน (BGF) บางฝ่ายก็บอกเราเช่นกันว่า ถ้าเราทำลักษณะนี้อีกไม่นานเราก็จะกลายเป็น BGF

ในการประชุมผู้นำกองกำลัง เรามีมติว่า ถ้าต้องเป็น BGF หรือ ตำรวจ (ของรัฐบาลพม่า) เราจะไม่เป็น เรายืนยันจะเป็นกองกำลังกอทูเล (รัฐกะเหรี่ยง) เท่านั้น และมตินี้เราได้เสนอให้กับคณะกรรมการบริหารแล้ว
และถึงแม้เราจะลงนามไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ปฎิบัติระดับ หมวด กองร้อย กองพัน หรือ กองพลต้องเข้าใจตรงกัน และปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน

สิ่งที่เราคุยกันคือ เป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ ถ้ามีคนเห็นด้วยเพียง 2-3 คนแล้วยังจะเดินต่อไป แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ

ผมบอกตรงๆ ว่าผมไม่สบายใจ ที่ผมอยากบอกคือ สิ่งที่เราต้องเผชิญมันเราหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ใช่ผมไม่ต้องการสันติภาพ หรืออยากให้มีสงคราม แต่เนื่องจากความจำเป็นเราจึงต้องสู้รบรบ

ผมจึงขอย้ำว่า การที่เราจะไปต่อในกระบวนการเจรจาหยุดยิง เราต้องคุยกันอย่างละเอียดก่อน และต้องใช้เวลาอีกสักระยะ และถ้าเรายังรีบดำเนินการตัดสินใจเหมือนเมื่อปี 2012 ปัญหาและผลกระทบจะมีมากกว่าครั้งที่ผ่านมา

หมายเหตุ การเดินทางไปเจรจากับรัฐบาลพม่าในปี 2012 มีเสียงท้วงติงจากองค์กรภาคประชาสังคมกะเหรี่ยงว่าคณะตัวแทนดำเนินการรวดเร็วเกินไป ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนชาวกะเหรี่ยง จึงมีการเสนอว่าในกระบวนการสันติภาพที่เจรจากับรัฐบาลพม่านั้นต้องมีตัวแทนจากประชาชนร่วมนำเสนอความคิดเห็นด้วย

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.