ภาพจาก เฟซบุ๊ค Shan State Army (SSA)
ภาพจาก เฟซบุ๊ค Shan State Army (SSA)

กระบวนการสันติภาพในพม่าที่ดำเนินยืดเยื้อมา 2 ปี จะประสบความสำเร็จหรือไม่ยังคงเป็นคำถาม เพราะในขณะที่กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เรียกร้องให้รัฐบาลพม่าเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามามีส่วนร่วมลงนามหยุดยิงทั่วประเทศ หรือหยุดยิงแห่งชาติ(Nationwide Ceasefire Agreement) ฝั่งพม่ากลับเชิญกลุ่มติดอาวุธเพียงแค่ 15 กลุ่มเข้าร่วมลงนามหยุดยิง อีกหลายกลุ่มถูกลอยแพ การเจรจาสันติภาพและการลงนามหยุดยิงดำเนินไป แต่อีกด้าน กองทัพพม่า หรือ “ตั้ดมะด่อว์” ยังเติมเชื้อไฟความขัดแย้ง โดยการทำสงครามกดขี่ชาติพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ทำสงครามกับทหารไทใหญ่ RCSS/SSA ภายใต้การนำของพลโทเจ้ายอดศึก

นับตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีการสู้รบระหว่างทหารพม่าและทหารไทใหญ่ RCSS/SSA ในหลายพื้นที่ทางใต้ของรัฐฉาน เช่นที่เมืองน้ำจ๋าง เมืองหลอยแหลม เมืองกุ๋นเหง เมืองหมอกใหม่ และที่เมืองจ้อกเม ทางเหนือของรัฐฉาน เหตุการณ์ปะทะกันเกิดขึ้นจากสาเหตุทางกองทัพพม่าพยายามเข้ามายึดพื้นที่ควบคุมของ RCSS/SSA

วันที่ 25 สิงหาคม ทหารพม่าได้พยายามขับไล่ทหารไทใหญ่ออกจากพื้นที่ทางใต้ของเมืองกุ๋นเหง ซึ่งทหารไทใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่นี้มายาวนานหลายสิบปี วันที่ 7 กันยายนทหารทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกันอีกครั้งที่เมืองหลอยแหลม ทางใต้รัฐฉาน ทำให้ทหารพม่าเสียชีวิต 3 นาย และบาดเจ็บอีก 4 นาย

ภาพ เฟซบุ๊ค Tai freedom
ภาพ เฟซบุ๊ค Tai freedom

วันที่ 16 กันยายน ยังคงเกิดเหตุปะทะกันอีกที่เมืองโขหลำ ทางใต้รัฐฉานนาน 1 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุทหารพม่าได้นำเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินรบไล่ล่าทหารไทใหญ่อย่างหนัก ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดกลัวให้กับคนในพื้นที่ ในวันเดียวกัน สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน(RCSS/SSA) ได้ออกแถลงการณ์เผยแพร่บนเว็บไซต์ของกองทัพ Tai Freedom ระบุ ขณะนี้ทางกองทัพพม่าได้พยายามกวาดล้างทหารไทใหญ่อย่างหนัก โดยทาง RCSS/SSA ประกาศให้พรรคการเมืองงดหาเสียงในพื้นที่สู้รบในรัฐฉาน เนื่องจากเกรงว่า สถานการณ์จะไม่ปลอดภัย

“พวกเขา(กองทัพพม่า)ทำเหมือนเราเป็นศัตรู” ในแถลงการณ์ระบุ

การสู้รบกับระหว่างทหารพม่าและทหารไทใหญ่ RCSS/SSA ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เพราะนับตั้งแต่ RCSS/SSA ลงนามสันติภาพกับรัฐบาลพม่าที่เมืองตองจี เมื่อปี 2554 ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงสู้รบกันประปราย เนื่องจากทางกองทัพพม่าตั้งฐานทัพและขนอาวุธเข้ามาในรัฐฉานเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งทหารพม่ามักเป็นฝ่ายไม่ทำตามข้อตกลง

หลังสงครามกับทหารไทใหญ่มักตามมาด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวบ้าน เช่น เหตุการณ์ทหารพม่าได้เข้าไปเกณฑ์ชาวบ้านจำนวน 25 คน ในเมืองกุ๋นเหง เป็นโล่มนุษย์ป้องกันถูกโจมตีจากทหารไทใหญ่ นอกจากนี้ยังเกณฑ์ชาวบ้านอีกนับ 10 คนเป็นลูกหาบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามรายงานของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation- SHRF)

ภาพ Tai freedom
ภาพ Tai freedom

ในวันที่ 12 กันยายน ทหารพม่าได้ยิงปืนใหญ่ใส่วัดที่หมู่บ้านหนองป๋าแต้บ เมืองป๋อน ระหว่างที่ชาวบ้านจำนวนมากไปทำบุญที่วัด เป็นเหตุให้หญิงวัย 60 ปีเสียชีวิต ชาวบ้านอีก 6 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส บางคนสูญเสียทั้งแขนและขา หลังก่อเหตุทหารพม่ายังเข้ามาในเขตวัดและใช้มีดข่มขู่และรีดไถเงินชาวบ้าน สาเพราะโกรธแค้นที่สูญเสียทหารจากการปะทะกับทหารไทใหญ่ รวมถึงเหตุจับกุมตัวชาวบ้านไปหายสาบสูญเป็นต้น

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ในบรรดากลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ RCSS/SSA ก็ยังถือว่าเป็นอีกกลุ่มที่ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำรัฐบาลพม่า เห็นได้จากการพบหารือกันบ่อยครั้งระหว่างประธานาธิบดีเต็งเส่งและเจ้ายอดศึก เมื่อช่วงต้นปี 2558 ทางเจ้ายอดศึกเองก็เคยออกมาสนับสนุนให้มีการลงนามหยุดยิงทั่วประเทศให้เร็วที่สุด โดยผู้นำไทใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า หากยืดเยื้อการลงนามออกไปจะกระทบต่อการสร้างสันติภาพ

แต่สงครามที่กำลังดำเนินต่อไป ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า การลงนามหยุดยิงทั่วประเทศที่รัฐบาลวางแผนจะทำให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือนตุลาคมนี้จะมีความหมายอะไร เมื่อขณะนี้ยังเกิดสงครามในทั่วรัฐฉานและพื้นที่อื่นๆของประเทศ อีกทั้งยังกีดกันกลุ่มติดอาวุธบางกลุ่มอย่างโกก้าง (MNDAA) ปะหล่อง (TNLA)และกองทัพอาระกัน(AA) ไม่ให้เข้าร่วมลงนามหยุดยิง และเป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลพม่าได้ร้องขอให้ทางกองทัพว้า (UWSA)เข้าร่วมลงนามหยุดยิงให้ได้ หลังจากกองทัพว้าปฏิเสธเข้าร่วม โดยUWSAยืนกรานจะยึดเอาสัญญาหยุดยิงเดิมปี 2532

ขณะนี้การเลือกตั้งใหญ่ใกล้เข้ามาโดยเหลือเวลาอีก 48 วัน แต่ก่อนหน้านี้องค์กร Transnational Institute หรือ TNI ได้ออกรายงานชี้ว่า การลงนามหยุดยิงที่ไม่ประสบความสำเร็จอาจเป็นอุปสรรค์ต่อพรรคการเมืองชาติพันธุ์ ยกตัวอย่างเช่น หากยังคงเกิดเหตุสู้รบในพื้นที่ใด ก็จะอาจจะทำให้มีการยกเลิกการจัดเลือกตั้งในเขตพื้นที่นั้น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งเมื่อปี 2553 ซึ่งกรณีเช่นนี้อาจยังทำให้พรรคการเมืองชาติพันธุ์สูญเสียฐานเสียงสนับสนุนที่คาดหวังจะได้รับและอาจทำให้แพ้การเลือกตั้งได้

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF)ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า การขับไล่ทหารไทใหญ่ออกจากเขตเมืองกุ๋นเหง ทางใต้รัฐฉาน อาจเชื่อมโยงกับ”โครงการเขื่อนเมืองโต๋น” ซึ่งจะเป็นโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคกั้นแม่น้ำสาละวิน โดยมีบริษัทร่วมลงทุนอย่าง บริษัท China Three Gorges Corporation, China Southern Power Grid, Sinohydro, International Group of Entrepreneurs Co. (Myanmar) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งโครงการนี้กำลังถูกคัดค้านอย่างหนักจากประชาชนในรัฐฉาน เช่นเดียวกัน ทหาร RCSS/SSAที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่นั้นถือเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ของพม่า

—————–
โดย หมอกเต่หว่า

หมายเหตุ-ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ข่าวไทใหญ่ www.panglong.org/www.taifreedom.com/มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF)

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.