received_1029144717116140

กองทัพว้า(UWSA) ได้เรียกประชุมใหญ่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 กันยายน และจนถึงขณะนี้ก็ยังมีการประชุมกันอยู่ที่เมืองป๋างซาง เขตปกครองตนเองของว้า โดยได้หารือกันถึงเรื่องจะลงหรือไม่ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า ก่อนหน้านี้ว้าได้ออกแถลงการณ์จะไม่ลงนามหยุดยิงอีก แต่ต่อมาถูกทางรัฐบาลพม่ากดดันว่า หากไม่ลงนามหยุดยิงในครั้งนี้ ว้าจะสูญเสียสิทธิทางการเมืองและสูญเสียโอกาสในการเรียกร้องปกครองตนเองออกเป็นรัฐว้า โดยทั้งสองฝ่ายพบกันครั้งล่าสุดที่เมืองเชียงตุงเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ในกองทัพว้ารายหนึ่งเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ในกองทัพว้าส่วนใหญ่เห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงนามหยุดยิงกับทางรัฐบาลพม่าอีก ในเมื่อเขตของว้านั้นมีสันติภาพและสงบร่มเย็นมาเป็นระยะเวลานาน 25 ปี นับตั้งแต่ลงนามกับรัฐบาลพม่า โดยยังระบุว่า ว้านั้นได้ก้าวข้ามผ่านคำว่าสันติภาพมาแล้ว

ที่ผ่านมา กองทัพว้าเคยเรียกร้องและชี้แจงไปยังรัฐบาลพม่าว่า กลุ่มที่ควรลงนามหยุดยิงกับพม่าก็คือกลุ่มที่ยังสู้รบกับทางพม่า เหมือนเช่นกลุ่มโกก้าง ปะหล่อง TNLA เป็นต้น แต่ว้านั้นไม่มีสงครามกับพม่า จึงไม่จำเป็นต้องลงนามอีก แต่เรื่องนี้ก็ถูกเพิกเฉยจากรัฐบาลพม่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทางว้าจะออกแถลงการณ์แสดงท่าทีชัดเจนในอีกไม่ช้า ว่าจะลงนามหรือไม่ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า ในส่วนของประชาชนว้าทั่วไปแสดงความคิดเห็นว่า จะทำตามการตัดสินใจของนายเปาโหย่วเฉียง ผู้นำสูงสุดของว้า

ขณะที่ความเคลื่อนไหวเหตุสู้รบในรัฐฉาน ล่าสุดวันที่ 22 กันยายน ทหารพม่ากับทหารไทใหญ่ยังคงปะทะกันที่เมืองป๋อน ทางตอนใต้ของรัฐฉาน ก่อนหน้านั้นวันที่ 21 กันยายน ได้ปะทะกันที่เมืองน้ำจ๋างและที่เมืองล็อกจ๊อก มีรายงานฝ่ายทหารพม่าเสียทหาร โดยนับตั้งแต่ปลายเดือน สิงหาคมจนถึงวันทีา 22 กันยายน ได้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารพม่าและทหารไทใหญ่ RCSS/SSA แล้วจำนวน 10 ครั้ง

อีกด้าน กองทัพพม่าได้สู้รบกับฝ่ายทหารดาระอั้ง(ปะหล่อง) TNLA ระหว่างวันที่ 19 – 21 กันยายนใน 3 เมือง คือทีาเมืองม่านต้ง เมืองจ้อกเม และเมืองมีด ในระยะเวลา 3 วันนี้ได้สู้รบกัน 4 ครั้งและรุนแรงหนักขึ้น ในแถลงการณ์ของ TNLA ระบุว่า ฝ่ายทหารพม่าเป็นฝ่ายรุกล้ำเข้ามาโจมตีในเขตของ TNLA ก่อน มีรายงานด้วยว่า กองทัพพม่าได้สูญเสียกำลังพลและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากจากการปะทะกับทหาร TNLA เนื่องจากไม่ชำนาญพื้นที่

ข้อมูรลายงานเรื่อง “Peace and Ceasefire Act” เปิดเผยว่า ประชากร 40 % ของประเทศนั้นอาศัยอยู่ในพื้นที่สงคราม การสู้รบและความขัดแย้งในพม่านั้นส่งผลให้ประชาชนราว 650,000 คนต้องทิ้งบ้านเรือนของตัวเองและอพยพไปอยู่ที่อื่น

ที่มา เว็บไซต์ข่าวไทใหญ่ www.panglong.org/www.taifreedom.com/Eleven Media Group
แปลโดย Transborder News

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.