เรือสำรวจถึงเชียงของแล้ว จี้แผนที่ทหาร-ฝ่ายความมั่นคงแจงเหตุปล่อยจีนสำรวจแม่น้ำโขง หวั่นแผ่นดินเสียหาย นักวิชาการระบุเป็นหนึ่งในยุทธการสร้อยไข่มุก เตือนอิงมังกรมากเกินไปนำพาชาติเสียหาย

0

เรือสำรวจจีนที่มาจอด ณ คอนผีหลง อ.เชียงของ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2560 นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เรือสำรวจของจีนได้เริ่มต้นทำการสำรวจแม่น้ำโขงตั้งแต่อำเภอเชียงแสนไปถึงอำเภอเวียงแก่นและเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อพัฒนาแผนการเดินเรือของจีนในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ว่า ขณะนี้ชาวบ้านได้ติดตามดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดแต่ไม่แน่ใจว่าเรือสำรวจจีนจะมาถึงคอนผีหลงเมื่อใด แต่ชาวบ้านได้นัดแนะกันไว้แล้วว่าจะทำการประท้วงทั้งที่จุดคอนผีหลงและแก่งผาได อย่างไรก็ตามขณะนี้ข้อมูลค่อนข้างถูกปิดลับถึงแผนสำรวจของจีน แม้แต่ฝ่ายไทยเองก็ยังแทบไม่รู้เรื่อง เพราะจีนเป็นผู้กำหนดเองทั้งหมดซึ่งสะท้อนบางอย่างได้ชัดเจน

“เรื่องนี้มีนัยบางอย่างอยู่ เพราะทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของจีนทั้งหมด ฝ่ายไทยแทบไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ จุดสำรวจในแต่ละวัน ผมคิดว่าฝ่ายความมั่นคงของไทยควรออกมาพูดอะไรบ้าง มิใช่ให้ชาวบ้านออกมาต่อสู้ตามลำพัง ตอนนี้เรื่องหลักดินแดนก็ยังไม่ชัดเจน ในสนธิสัญญาที่ไทยเคยทำไว้กับฝรั่งเศสก็ควรพิจารณากันให้ละเอียด ทุกวันนี้เกาะแก่งต่าง ๆ ในแม่น้ำโขงเป็นของลาวเกือบทั้งหมด หากอนาคตระเบิดแก่ง ตลิ่งพังเสียหาย เราจะทำอย่างไร เกาะแก่งที่เกิดใหม่เป็นของลาวหมดเลยใช่มั้ย ผมอยากถามว่ากรมแผนที่ทหารคิดอย่างไร ตอนนี้ทำอะไรกันอยู่เพราะกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนอยู่ทุกวัน ทำไมถึงปล่อยให้ชาวบ้านออกมาพูดและเป็นห่วงผลกระทบอยู่ฝ่ายเดียว” นายนิวัฒน์กล่าว

ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของกล่าวว่า การทำลายเกาะแก่งในแม่น้ำโขงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก เพราะเท่ากับเป็นการฆ่าแม่น้ำโขงให้ตาย อย่างกรณีสร้างเขื่อน หากอนาคต 80 ปีหรือ 100 ปีข้างหน้า เราต้องการฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมามีชีวิตเหมือนเดิมก็ยังสามารถระเบิดเขื่อนทิ้งได้ แต่สำหรับเกาะแก่งในแม่น้ำที่ทำลายไป เราไม่สามารถเรียกคืนหรือฟื้นฟูได้เลยเพราะกว่าระบบนิเวศเหล่านี้กว่าจะมีวิวัฒนาการมาได้ขนาดนี้ ต้องใช้เวลานับร้อยนับพันปี แต่กลับจะปล่อยให้จีนระเบิดทิ้ง ทั้งๆที่เป็นระบบนิเวศที่สำคัญ แม้จะอ้างว่าแค่สำรวจ แต่ต้องพูดความจริงว่าการสำรวจครั้งนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะมีการระเบิดแก่ง ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง เพราะแทนที่เราจะสำรวจข้อมูลถึงผลดีผลเสียให้ชัดเจนว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ แต่กลับปล่อยให้จีนเข้ามาเดินเรือสำรวจเส้นทางระเบิดเกาะแก่ง

เรือสำรวจจีนบางส่วนที่อ.เชียงแสน

นายเกรียงไกร แจ้งสว่าง ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ในวันเดียวกันนี้เวลา 10.00 น. กลุ่มรักษ์เชียงของได้ลงพื้นที่เพื่อประสานงานกับเครือข่ายชาวบ้านเตรียมการคัดค้านการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ที่คอนผีหลง และแก่งผาไดอำเภอเวียงแก่น ซึ่งได้พบเรือจีนขนาดใหญ่จำนวน 2 ลำ และเรือเล็ก อีกหลายลำกำลังตระเวนสำรวจแม่น้ำโขงแถบตำบลริมโขง จากการติดตามและสอบถาม ชาวบ้านพบว่าเรือจีนได้มาสำรวจมาเป็นวันที่ 3 แล้ว

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางกลุ่มเราได้ติดต่อไปยังกรมเจ้าท่าเชียงรายเพื่อขอรายละเอียดกำหนดการ การสำรวจของเรือจีน ซึ่งทางกรมเจ้าท่าเชียงรายกลับตอบว่าไม่รู้กำหนดการว่าเรือจีนจะสำรวจที่ไหนบ้าง โดยอ้างว่าเรือจีนจะแจ้งให้ทราบวันต่อวัน และคาดการณ์ภายในสัปดาห์หน้าจะเข้าเขตเชียงของ แต่ในวันนี้กลับพบว่าเรือจีนได้เข้ามาสำรวจแม่น้ำโขงแถบเชียงของแล้ว

“ตอนนี้สามารถสังเกตจากริมฝั่งพบว่ามีเรือใหญ่จอดอยู่ริมฝั่งลาว และมีเรือเล็กวิ่งสำรวจจากบ้านหาดบ้ายถึงบ้านเมืองกาญจน์ โดยมีเรือ นรข.ตามประกบ เพราะฉะนั้นอย่าไว้ใจ้แม้แต่กรมเจ้าท่าที่เป็นนกสองหัว ทำตีมึนไม่รู้เรื่อง”นายเกรียงไกร กล่าว

ขณะที่ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้เขียนหนังสือ “มักกรหลากสี” ให้สัมภาษณ์ว่ากรณีระเบิดแก่งแม่น้ำโขง รัฐบาลคุนหมิงน่าจะได้ประโยชน์ที่สุด เพราะตอนนี้การคุมระบบอุทกวิทยาแม่น้ำโขงตอนบนอยู่ในมือรัฐบาลมณฑลยูนนาน ขณะที่มณฑลกวางสีอาจไม่สนใจเลยด้วยซ้ำเพราะเขาไปสนใจเส้นทางบกที่ต่อกับเวียดนามมากกว่า เวลาดูจีนต้องแยกให้ดีว่ามาจากไหน ซึ่งตนคิดว่า เรื่องระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเรื่องอาจไม่ต้องขึ้นไปถึงระดับกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำไป อาจจะอยู่ในระดับกรรมการพรรคระดับมณฑล แล้วเรื่องก็ส่งไปรัฐบาลกลางให้ลงชื่อ

ศ.ดร.ยศกล่าวว่า ช่วงสำรวจนี้จีนได้ทำการสำรวจแม่น้ำโขง แต่เมื่อสำรวจเสร็จแล้วควรมีการจัดเวทีเพื่อดูว่าสำรวจไปแล้วเป็นยังไง และควรมาคุยกับคนท้องถิ่นว่าได้ผลอะไร ทั้งไทย จีน ลาว ต้องมีเวทีท้องถิ่น แล้วตรงนั้นข้อมูลเผยออกมาว่าจะเอายังไงต่อ ในขณะเดียวกันต้องเตรียมประเด็นศึกษาว่าปัญหาพรมแดนจะมีหรือไม่ ปัญหาตลิ่งจะมีไหม ส่วนเรื่องผลกระทบกับปลามีอยู่แล้วซึ่งเรามีข้อมูลพอ ขณะเดียวกันการมีสิทธิมีเสียงในการควบคุมน้ำควรมีการคุยกันหรือไม่ เพราะตอนนี้จีนผูกขาดอยู่คนเดียว

ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ

ศ.ดร.ยศ กล่าวว่า ที่น่าเป็นห่วงคือประเด็นด้านความมั่นคง เพราะปัจจุบันจีนได้เข้าไปตั้งฐานทัพเรือในกัมพูชา กลายเป็นฐานทัพเรือใหญ่ของจีน โดยเกี่ยวข้องกับนโยบาย one belt one road ด้วย ซึ่งสร้างเสร็จแล้วติดสีหนุวิลล์ และอยู่ในยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุกของจีน ซึ่งจีนอาจไม่สนใจเรื่องการลำเลียงกองกำลังผ่านแม่น้ำโขงสักเท่าไหร่ แต่เขาต้องการมีกองกำลังที่สามารถควบคุมบริเวณนี้ได้ โดยมีเรื่องของนายหน่อคำเป็นกรณีศึกษา

ผู้สื่อข่าวถามว่ายุคอดีตจีนไม่ได้ให้ความสนใจแม่น้ำโขง แต่ทำไมยุคปัจจุบันถึงให้ความสำคัญ ศ.ดร.ยศกล่าวว่าประการหนึ่งเพราะว่าจีนสมัยก่อนมีโรคกลัวบางอย่างในทางใต้จนไม่กล้าลงมา โดยมองว่าแถวนี้มีแต่คนป่าอยู่เยอะ เป็นพวกไม่มีอารยธรรม ที่สำคัญคือในย่านนี้มีโรคภัยไข้เจ็บอยู่มาก โดยเฉพาะโรคมาลาเรีย ที่คนจีนกลัวมาก ดังนั้นหากดูประวัติศาสตร์สมัยก่อนจะไม่มีจีนลงมาต่ำกว่าลิเจียงเพราะเริ่มร้อนและยุงเยอะ ดังนั้นจีนสมัยก่อนจึงอพยพทางทะเลที่เราเรียกกันว่าจีนโพ้นทะเล แต่ยุคนี้เขาไม่ต้องกลัวแล้ว

“จุดอ่อนหนึ่งของจีน ที่เขาวิจารณ์กันทั่วโลก คือ จีนไม่เคยสนใจธรรมชาติแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำสายไหน เขามองเป็นแค่บ่อไปหมด แม่โขงของเราก็มองเป็นบ่อน้ำ ไม่สนใจปลา ไม่สนใจระบบนิเวศ ตอนนี้คุณมาพูด แก่งเป็นที่อยู่ของปลา จีนไม่สนใจหรอก เขาสนใจแค่ว่าจะขายของได้รึเปล่า เป็นวิธีคิดที่เป็นเทคโนเซนทริกที่สุดโต่ง ขณะที่อเมริกันยังคำนึงถึงสถาพแวดล้อมมากกว่าจีน อุทกวิทยาจีนสนใจแค่ว่าจะควบคุมอย่างไร จีนเน้นวัฒนธรรมที่เหนือกว่าธรรมชาติ หลายชาติหลายภาษาคิดแบบนี้ การต่อต้านจีนแล้วไปพูดเรื่องระะบบนิเวศเขาไม่แคร์หรอก หากจะต่อรองกับจีนต้องทำให้เห็นว่าไม่คุ้มที่จะลงทุน คุณจำได้ไหมปี 2008 ที่ระเบิดแก่งและหยุดที่สามเหลี่ยมทองคำ ตอนนั้นก็ประท้วงใหญ่ ที่สำเร็จไม่ใช่เพราะท้องถิ่นเข้มแข็ง แต่เพราะโอลิมปิค จีนกลัวถูกบอยคอต” ศ.ดร.ยศ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าในรัฐบาลทักษิณยอมถอยเรื่องระเบิดแก่งเพราะเกรงปัญหาผลกระทบเรื่องความมั่นคง แต่รัฐบาลปัจจุบันซึ่งเป็นรัฐบาลทหาร กลับให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงน้อยกว่า ศ.ดร.ยศกล่าวว่า ต้องดูบทเรียนจากพม่าปี 1988 ตอนนั้นสังคมโลกไม่คบพม่า ดังนั้นพม่าจึงหันไปคบกับจีน ซึ่งขณะนี้ไทยเองก็อยู่ในสถานะแบบนั้นคือ ยุโรปไม่คบเรา อเมริกาก็มีแต่บีบ ยิ่งมีอิทธิพลของบริษัทขนาดใหญ่ของเจ้าสัวเชื้อสายจีนได้ประโยชน์จากการคุยกับจีน ทำให้โอกาสที่รัฐบาลทหารจะขัดใจจีนจึงค่อนข้างน้อย

“นโยบายคำว่าบาลานซ์นี่สำคัญมากสำหรับภูมิภาคเรา เพราะประเทศเราเป็นประเทศเล็ก การที่รัฐบาลทหารไปอยู่กับจีนมากจนเกินไปนี่มันอึดอัด ทำให้ประเทศอึดอัดไปด้วย และจะทำให้ประโยชน์ของชาติเสียหาย ทำให้ทางเลือกของบ้านเราน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้า การลงทุน ก็ไม่มี และคุณก็มานึกว่าเดี๋ยวทุนจีนก็มา เขาไม่มาหรอก เขาไม่ได้มาแบบที่จะมาทดแทนการลงทุนของต่างชาติทั้งหมดได้ คุณไปเอาไข่ใส่ตะกร้าใบเดียว ไม่มีใครเขาทำกันในโลก แล้วคุณก็ตกในภาวะที่ต้องพึ่งพิงจีนมากขึ้นเรื่อยๆ และจีนเป็นชาติที่ถ้าเขาได้เปรียบ เขาเป็นนักฉวยโอกาสที่เก่ง แต่ไปต่อว่าเขาก็ไม่ได้ คนเราโง่เอง เมื่อเขาได้เปรียบ เขาก็จะฉวยโอกาส แม้กระทั่งเงินกู้จากจีนแพงกว่าที่อื่นตลอด ญี่ปุ่นนี่ดอกถูกกว่า แต่ทำไมกู้จีน นี่เป็นคำถามที่ต้องถามนักธุรกิจ ฉลาดๆ แต่ประเด็นแค่นี้คิดไม่ออก” ศ.ดร.ยศ กล่าว

Share.

Comments are closed.