ดำเนินคดีผู้นำศาสนาร่วมค้านท่าเรือปากบาราอีก 2 รวมเป็น 9 ราย ชาวบ้านประกาศยืนยันพร้อมสู้ในชั้นศาล เตรียมตั้งกองทุนช่วยเหลือด้านคดี

0


เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอละงู จังหวัดสตูล ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดสตูลและจังหวัดสงขลา กว่า 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจ นายหมัด ระหมันยะ โต๊ะอิหม่ามมัสยิดบ้านสวนกง และนายเจ๊ะปิ อนันทบริพงศ์ กรรมการมัสยิดปากบาง ซึ่งทั้ง 2 คนเป็นผู้นำศาสนาอิสลามในพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่เดินทางมารายงานตัวต่อตำรวจ หลังจากทราบว่าเตรียมมีการออกหมายจับในข้อหากระทำผิด พรบ.ชุมนุมในที่สาธารณะ และร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการในยามวิกาล สืบเนื่องจากการเข้าร่วมชุมนุมคัดค้านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น หรือเวที ค.1 โครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา ที่โรงเรียนบ้านปากบาง อำเภอละงู จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 15-16 มีนาคมที่ผ่านมา

ก่อนจะเข้ารับฟังข้อกล่าวหานั้น ชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ประกาศเจตนารมณ์ การปกป้องหน้าแผ่นดินในฐานะมุสลิม ทั้งนี้ตำรวจมีการดำเนินคดีในความผิด 2 ข้อหาเดียวกันนี้ กับแกนนำเครือข่ายติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูลพร้อมชาวบ้านรวม 7 คน ซึ่งทั้งหมดได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปก่อนแล้วในวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา เท่ากับว่าปัจจุบันมีชาวบ้านที่เข้าร่วมชุมนุมฯ ถูกดำเนินคดีไปแล้ว 9 คน

นายหมัด และนายเจ๊ะติ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งผู้นำศาสนาทั้งสองได้ยืนยันให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอใช้สิทธิต่อสู้คดีในชั้นศาล เพราะเชื่อมั่นว่าการชุมนุมได้กระทำไปภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และสิทธิชุมนุมในการแสดงออก เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชุมชน เมื่อเสร็จกระบวนการทางตำรวจได้อนุญาตปล่อยตัวโดยไม่ต้องประกันตัวแต่อย่างใด

นายสมยศ โต๊ะหลัง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปกป้องอุทยานแห่งชาติ เภตรา–ตะรุเตา ซึ่งเดินทางมาให้กำลังใจพร้อมกับชาวบ้าน กล่าวว่า ทาง สภ.ละงู ได้ชี้แจงกับชาวบ้านว่า ไม่ได้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบคดีนี้โดยตรง และทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนคดีนี้แล้ว โดยมีการดำเนินคดีกับชาวบ้านไปแล้ว 7 ราย ส่วนอีก 2 รายที่มาในวันนี้ไม่ได้มีการออกหมายเรียก เนื่องจากยังไม่ทราบชื่อผู้ต้องสงสัย มีเพียงหลักฐานภาพถ่าย ซึ่งวันนี้ได้ให้ชาวบ้านทั้ง 2 คน ที่เข้ารายงานตัวได้ดูรูปถ่ายเพื่อยืนยันตัวตนแล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหา หลังจากนี้ชาวบ้านทั้ง 9 คนก็จะต้องต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป ส่วนเรื่องคดีนั้นทางชาวบ้านได้หารือเบื้องต้นแล้วว่า จะจัดตั้งกองทุนขึ้น เพื่อช่วยเหลือด้านคดีกับชาวบ้านทั้ง 9 ราย ที่ตกเป็นผู้ต้องหาจากการชุมนุมในเวที ค.1

“วันนี้ชาวบ้านตั้งใจเดินทางมาให้กำลังใจแก่ตัวแทนชาวบ้านที่จะถูกดำเนินคดี เพราะถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะโต๊ะอิหม่ามและกรรมการมัสยิดทั้งสองคนนี้ ไม่ได้กระทำการที่รุนแรงใดๆ ในการชุมนุม เพียงแต่ใช้สันติวิธีด้วยการนำชาวบ้านทำการอุอาร์หรือขอพรต่อพระเจ้า หรือพิธีกรรมตามความเชื่อของมุสลิมเท่านั้น แต่กลับจะถูกดำเนินคดี” นายสมยศ กล่าว

ด้านนายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (Permatamas) กล่าวว่า ท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา และท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 (สวนกง) เป็นโครงการเดียวกัน มีความเชื่อมต่อกันและมีผลกระทบมาถึงกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกและถือเป็นความชอบธรรมของโต๊ะอิหม่ามหรือชาวบ้านในอำเภอจะนะหรืออำเภอเทพา จังหวัดสงขลา จะไปร่วมคัดค้านโครงการที่พวกเขาเห็นว่าจะกระทบต่อชุมชนหรือบ้านของเขา อีกทั้งที่ผ่านมาชาวบ้านพยายามใช้แนวทางการเจรจาแบบสันติวิธี ร้องขอให้มีการชะลอการจัดเวที ค.1 และชี้แจงเหตุผลมาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยได้รับการตอบรับจากรัฐเลย ดังนั้นการถูกดำเนินคดีในข้อหาเหล่านี้ จึงเท่ากับเป็นการรังแกชาวบ้านที่พยายามลุกขึ้นมาปกป้องชุมชน

“ไม่ว่าสงขลาหรือสตูลก็ได้รับผลกระทบเชื่อมถึงกัน เพราะเป็นเมกกะโปรเจค ไม่ได้แยกส่วนว่าท่าเรือสวนกง ท่าเรือปากบารา หรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่เป็นโครงการใหญ่ที่จะเอาแผ่นดินของพี่น้อง 5 จังหวัดชายแดนใต้ไปให้อุตสาหกรรม ซึ่งเราเดินทางไปกรุงเทพก็ไม่ฟัง เราไปยื่นหนังสือที่ต่างๆ ท่านก็ไม่พิจารณา แล้วมาจับอิหม่าม จะไม่บอกว่ารังแก กดขี่ได้อย่างไร วันนี้เราก็เลยต้องมาให้กำลังใจ”นายดิเรก กล่าว

นายดิเรก กล่าวอีกว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความรู้สึกเห็นด้วยกับการที่ผู้นำศาสนาของชุมชนออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการที่กระทบต่อวิถีชุมชน เพราะจะเป็นส่วนสำคัญช่วยคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชุมชน และไม่ทำให้ชาวบ้านสับสนต่อตัวผู้นำ เราไม่อยากให้ผู้นำศาสนาปล่อยให้ชาวบ้านขัดแย้งกันเอง เหตุผลที่ทั้งสองออกมาคัดค้านก็เป็นความชอบธรรม เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่กระทบกับบ้าน มัสยิด กุโบร์ และสู้โดยไม่มีค่าจ้าง สู้โดยคำสอนของศาสนาที่ได้บัญญัติว่าเป็นหน้าที่ปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนจากการถูกละเมิด เพราะที่ผ่านมาโครงการไม่เคยให้ความสำคัญต่อประเด็นทางสังคม ไม่เคยพูดคุยให้ชัดว่าชาวบ้านต้องถูกย้ายไปไหน การออกมาของชาวบ้านไม่ได้ค้านโครงการ แต่เป็นการค้านการละเมิดสิทธิชุมชน

Share.

Comments are closed.