สวนสนามรำลึก 68 ปีวีรชนกะเหรี่ยงคึกคัก รองผบ.สส.เคเอ็นยูสั่งตรึงกำลังเตรียมพร้อมรับสันติภาพเทียมในพม่า กก.ช่วยเหลือฯ ชี้แผนไม่ปฏิบัติจริง

1


เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2560 ที่ค่ายซิกอท่า จังหวัดมือตรอ รัฐกะเหรี่ยง ริมแม่น้ำสาละวิน ตรงข้ามอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮองสอน มีการจัดงานรำลึกวีรชน ‘ซอ บาอูจี’ ปีที่ 68 โดยมีพลเอกบอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการกองพลที่ 5 แห่งสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(เคเอ็นยู) เป็นประธานในพิธี โดยมีชาวบ้านกะเหรี่ยงจากชุมชนต่างๆ ทั้งจากไทยและพม่าเดินทางมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก

ทั้งนี้พิธีเริ่มด้วยพิธีเดินสวนสนามโดยกองทหารจากกองพลที่ 5 และนำกล่าวสดุดีวีรชนเพื่อรำลึกถึงการต่อสู้เพื่ออิสระภาพของชาวกะเหรี่ยง จากนั้นเป็นการมอบของที่ระลึกแด่ตัวแทนทหาร

พลเอกบอจ่อแฮ กล่าวว่า วันนี้เป็นการครอบรอบปีที่ 68 ของการจับอาวุธต่อสู้กับทหารพม่าอันยาวนาน ซึ่งเราได้สูญเสียชีวิตทหารและประชาชนไปเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้ทหารทุกเหล่าทัพและประชาชนทุกคนระลึกไว้เสมอว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งสูญเปล่า แต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่ทุกคนร่วมกันเสียสละเพื่ออิสระภาพของเผ่าพันธ์กะเหรี่ยง จึงหวังว่าทุกคนจะรวมพลังต่อสู้ให้สำเร็จตามเป้าหมาย

พลเอกบอจ่อแฮ ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ปัจจุบันจะมีการข้อตกลงหยุดยิงกับหลายกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ยังไม่มีผลในการปฏิบัติ เนื่องจากพม่ายังคงส่งกำลังทหารเข้ามาในพื้นที่ ทำให้แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์จำเป็นต้องตรึงกำลังเตรียมพร้อมหากมีการสู้รบเกิดขึ้น ซึ่งสถานการ์เช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อผู้อพยพในค่ายผู้ลี้ภัย เพราะชาวบ้านไม่สามารถกลับไปหมู่บ้านเดิมได้อย่างปลอดภัย และจำเป็นต้องลำบากอยู่ในค่ายผู้อพยพต่อไป

“เราเรียกร้องสันติภาพต่อพม่ามาตลอด 68 ปี แต่ข้อเสนอของเราไม่เคยได้รับการตอบสนองจากพม่าเลย เราร่วมกันร่างธรรมนูญ มีแผนพัฒนา แผนการเมือง และส่งให้รัฐบาลพม่า แต่ก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ การหยุดยิงหรือการเจรจาสันติภาพตอนนี้ก็เป็นเพียงการยื้อเวลาไว้เท่านั้น”พลเอกบอจ่อแฮ กล่าว

ด้าน นาง Naw Ta Mla Saw เลขานุการคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยค่ายอิตุท่า กล่าวว่า เมื่อวานนี้ทางเคเอ็นยูมีการประชุมวางแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ของค่ายผู้ลี้ภัย ที่กำลังจะถูกตัดการช่วยเหลือด้านอาหารจากองค์กรต่างประเทศในอีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งมีข้อสรุปว่า 1. เฉพาะหน้าจะต้องเร่งหาทุนสนับสนุนจากเครือข่ายกะเหรี่ยง และองค์กรพันธมิตร เพื่อลดผลกระทบจากการถูกตัดความช่วยเหลือ โดยเฉพาะเรื่องอาหารและยารักษาโรค 2.ระยะยาวจะต้องให้ผู้อพยพพยายามพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด

นางNaw Ta Mla Saw กล่าวต่อว่า ชาวบ้านมีความกังวลในความปลอดภัย ที่ยังมีการปะทะกันของกองกำลังทหาร เพราะพม่ายังไม่ยอมถอนทหารออกจากพื้นที่ จึงยังไม่สามารถผลักดันชาวบ้านกลับไปที่หมู่บ้านได้ ดังนั้นสิ่งแรกที่จะทำให้กระบวนการสันติภาพเป็นผลรูปธรรม คือต้องมีการถอนทหารออกจากพื้นที่ และต้องรับรองความปลอดภัยแก่ชาวบ้านที่ต้องการกลับไปหมู่บ้านตนเอง

“อยากให้ชาวโลกเข้าใจสถานการณ์ของผู้อพยพ ที่ยังมีการสู้รบในพื้นที่ และข้อตกลงต่างๆ ที่ผู้นำได้เจรจากันข้างบนก็ไม่ได้รับการปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะเป็นการหยุดยิง การถอนกำลัง แผนการจัดการผู้อพยพ จึงไม่สามสารถรับรองความปลอดภัยให้แก่ชาวบ้ายได้” นางNaw Ta Mla Saw กล่าว
/////////

Share.