ชีวิตแม่ลูก 5 ของ “มึนอ” บนความหวังอันริบหรี่-ไร้เงา “บิลลี่”

0

มึนอ2-1
“ธรรมดาเวลาฟ้าครึ้ม เมฆหม่น พายุฝน อยู่บนฟากฟ้า คงไม่นานตะวัน สาดแสงแรงกล้าส่งให้ฟ้า งดงาม หากตะวัน ยังเคียงคู่ฟ้า จะมัวมา สิ้นหวังทำไม เมื่อยังมีพรุ่งนี้ ให้เดินเริ่มใหม่ มั่นคงไว้ ดังเช่นตะวัน” ท่อนหนึ่งของเพลงเก็บตะวันที่อิทธิ พลางกูร ร้องไว้เมื่อหลายปีก่อน ซึ่ง“มึนอ” หรือพิณนภา พฤกษาพรรณ แม่ลูก 5 ชื่นชอบเปิดฟังประจำ ในยามท้อถอย จนบางครั้งลูกของเธอก็ต้องนั่งร้องเพลงไปด้วยกัน เวลาใดที่น้ำตาไหลออกมา เธอต้องหลบไปสะอื้นสักพักก่อนกลับมานั่งเคียงข้างเหล่าแก้วตา ดวงใจเช่นเดิม

ที่ผ่านมา “มึนอ” เป็นที่รู้จักของสังคมไทยในฐานะ ภรรยานักสู้เพื่อชาติพันธุ์ นายพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) ชาวกะเหรี่ยงโป่งลึก-บางกลอย ตำบลแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ที่หายตัวไปนานกว่า1ปี4เดือน ประเด็นการหายตัวไปของสามีและกิจกรรมการต่อสู้ของเธอกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับสากล ที่องค์กรต่างๆ ในประเทศและต่างชาติเข้ามามีบทบาทในการเคลื่อนไหว กระนั้นอีกมุมหนึ่ง เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่หวังเพียง “มีครอบครัวอันสมบูรณ์” แต่ในขณะนี้เธอกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องรับผิดชอบครอบครัวด้วยสองมือและหนึ่งดวงใจ โดยไร้เงาคนรัก

ในช่วงแรกที่สามีหายไป “มึนอ” เก็บซ่อนความเสียใจ ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และรู้สึกแย่เมื่อต้องตอบคำถามกับถามสะเทือนใจกับสื่อทำนองว่า “รู้สึกอย่างไรบ้าง ตั้งแต่สามีหาย” หรือ “ลูกๆ เสียใจไหมที่พ่อไม่อยู่”

หนักกว่าสิ่งอื่นใด คือ เธอต้องตอบคำถามกับลูกๆ เสมอ เมื่อถูกถามว่า “แม่ทำไมพ่อไม่กลับบ้าน สักที” แต่ละวัน “มึนอ” ทำหน้าที่หลายอย่าง จากผู้หญิงตัวเล็กๆ เธอก็กลายเป็นสตรีที่มีพลังให้หลายๆ คน ที่ยิ่งดู ยิ่งเข้มแข็ง เพราะหนึ่งวันของเธอคือ เริ่มจากดูแลแม่ผู้ให้กำเนิด ดูแลลูกทุกๆ ด้าน และต้องแบ่งเวลาไปหาแม่สามีที่โป่งลึกบางกลอยด้วย โดยการเดินทางด้วยรถยนต์และรถจักรยานยนต์จากบ้านเธอ คือ ป่าเด็ง ตำบลป่าเด็ง สู่บ้านแม่สามีที่โป่งลึก-บางกลอย ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ยอมทำเพราะรู้ดีว่า หัวอกเป็นแม่ ถ้าเพียงแค่เห็นลูกเข้าหาก็ดีใจแล้ว เมื่อบิลลี่ไม่อยู่เธอก็พาลูกบิลลี่ไปกราบย่า

นานแล้วที่ผู้หญิงแม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้ต้องเข้า-ออกจากหมู่บ้านชนบทสู่กรุงเทพฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการหายไปของสามี ระหว่างการเดินทางของเธอทุกครั้ง เธอจะพาลูกๆ คนใดคนหนึ่งแวะมาเรียนรู้ชีวิตในกรุงเทพฯ เพื่อให้เขาเข้าใจบริบทเมือง

“ตอนเราเป็นเด็ก แม่บอกว่า ในเมืองเต็มไปด้วยอันตราย กะเหรี่ยงเขาไม่เข้าหรอก แต่สำหรับเราไม่ใช่ เมื่อชีวิตเปลี่ยนไป สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เราก็ต้องสอนลูกทั้งสองแบบ ทั้งเมืองทั้งป่า แต่ลูกๆ บอกเหมือนกันหมดว่า อยู่เมืองมันลำบาก เวลาที่เขาไปซื้อขนมในเมืองถ้ามันแพงเกินไป เราก็ไม่ให้เงินเขาไปซื้อ เขาก็งอแง เราต้องดุเขาให้หยุดแล้วบอกว่า เรากินอย่างอื่นเพื่อความอยู่รอดได้ ในราคาไม่แพง”

มึนอเป็นแม่สมัยใหม่ที่มีการศึกษาอยู่นะดับมัธยม มีความรู้พอสอนลูกได้ เธอละเอียดอ่อนและให้ความสำคัญกับการดูแลเลี้ยงดูลูกมาก สำหรับเธอแล้วอาหารที่มีประโยชน์ คือ ข้าวกับอาหารใดก็ได้ที่เป็นอาหารปรุงสุก ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยว รสจัดจ้าน เธอย้อนอดีตให้ฟังว่า ธรรมชาติของสาวกะเหรี่ยง คือไม่คุมกำเนิด แม่ของเธอมีลูกทั้งหมด 12 คน แม่เคยเล่าให้ฟังว่าลูกๆ ล้มป่วย และตายจากไปทีละคน จนเหลือเพียง 3 คนสุดท้าย คือพี่ชายของเธอ 2 คนกับตัวมึนอ เมื่อมีโอกาสเป็นแม่ มึนอจึงพยายามให้ความสำคัญกับการสอนให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์และไม่ฟุ่มเฟือย ปัจจุบันเธอจึงปกครองลูกๆ ด้วยระเบียบที่เคร่งครัด และสอนให้รักบ้านเกิด รักษ์ป่า รักตัวเองด้วยการดูแลสุขภาพ

“เราบอกเขาว่า กินของเค็มมากๆ จะป่วย จะสมองเสื่อมนะ เมื่อลูกป่วย แม่ก็ต้องดูแล ไม่ได้นอน ถ้าแม่พักผ่อนไม่พอ แล้วใครจะดูแลลูก ใครจะทำกับข้าว ลูกต้องดูแลตัวเองก่อน ลูกสองคนแรกรับฟังและยอมช่วยทำงานบ้านทุกอย่าง แต่ตอนนี้ลูกชายคนที่ 3 อายุ 7 ปี เขามีปัญหาสมองช้า เรียนไม่เก่งเหมือนพี่ๆ ครูกำลังอยู่ในช่วงพาไปตรวจไทรอยด์และโรคอื่นๆ คิดๆ ก็สงสารลูก แต่เราบอกให้เขาอดทน บางครั้งเขาทำการบ้านไม่ได้ เขาก็โยนสมุด โยนดินสอทิ้งไปเฉยๆ กิจกรรมที่โรงเรียนก็ไม่ทำ แต่พอถึงวันแม่ วันพ่อทุกปี เขาก็วาดรูป แม่ รูปพ่อ เขียนข้างล่างว่า รักแม่ รักพ่อ ถ้าพี่บิลลี่อยู่พี่บิลลี่จะบอกว่า รักก็ต้องตั้งใจเรียน

หลังจากผ่านวิกฤตร้ายๆ ในช่วงที่สามีหายไปผ่านขั้นตอนการร้องทุกข์ มึนอรู้ว่าหวังนั้นริบหรี่ในการตามหาสามีและทวงความเป็นธรรม แต่เธอไม่ได้นำเรื่องร้ายๆ นั้นมาปลูกฝังให้ลูกคิดลบ ตรงกันข้ามแม่คนนี้ยังคอยสอนเสมอว่า ให้ลูกปฏิบัติตัวอย่างคนเข้มแข็งทุกฝีก้าว แม้จะมีช่วงหนึ่งของชีวิตที่เธอตั้งข้อสงสัยกับขบวนการอำนาจของข้าราชการไทยที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของสามี แต่ปมความคิดนั้น มุนอไม่เคยบอกลูก นอกจากจะเตือนพวกเขาว่า
“ไม่ว่าโตขึ้นจะมีอาชีพอะไร ถ้าเป็นงานสุจริตแล้ว ขออย่าใช้อาชีพนั้นทำร้าย หรือเปรียบคนอื่น ขณะเดียวกันอย่าให้ใครมาทำร้ายเรา ซึ่งความรู้เท่านั้นที่เราจะอยู่รอด”

ช่วงเวลาที่ลูกๆ ทำการบ้านเสร็จ มึนอจะพาลูกเข้าไปในสวนสอนให้ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องการผูกสะดือไว้ในต้นไม้ให้ลูกฟังเสมอว่า แม่แขวนสะดือลูกไว้ที่ป่าเด็งและป่ากาญอ ลูก 5 คนก็แขวนไว้ตามต้นไม้ใหญ่ๆ ที่แข็งแรง ลูกจะต้องแข็งแรงเหมือนต้นไม้ เธอย้ำว่า คนป่า โชคดีมีพื้นที่สีเขียวล้อมรอบ มีน้ำ มีฝน แต่ทุกวันนี้ป่าต้องสร้างขึ้น ดังนั้นปลูกอะไรได้ให้ทำทันที ต้นไม้เขามีชีวิตเหมือนเรา เมื่อทั้งสองอย่างตายก็ล้วนกลับสู่พื้นดิน พื้นโลก

“ลูกคนโตอายุ 11 ปี เขาทำสวนอยู่ดีๆ เขาก็มาบอกว่า แม่หนูอยากเรียนกฎหมาย อยากเป็นนักกฎหมาย เราก็ขำ สงสัยอยู่กับทีมกฎหมายมากไป แต่ลูกสาวคนที่สองก็รีบบอกว่า ไม่ใช่นะแม่ ที่พี่หมายถึง เขาเรียกว่าทนาย หนูก็อยากเป็น เป็นทนายจะได้สืบคนร้ายได้ ก็ไม่รู้ว่าฝันของพวกเขาจะจริงไหม แต่เราย้ำว่า ถ้าอยากให้เป็นจริงต้องเรียนให้ดีๆ ตั้งใจทำดีต่อไป พอเราคุยกันเรื่องนี้ พวกเขาก็จะไม่มีโอกาสถามถึงเรื่องเศร้าๆ ของพ่อ ยังเหลือแค่คนที่สี่ตัวเล็กๆ ที่ยังถามทุกวัน แล้วก็ตอบคำถามตัวเองว่า พ่อไปสวรรค์แล้ว บางครั้งมีวาดรูปพ่ออยู่ในสวรรค์ก็มี”

ช่วงเวลาที่ผ่านไปสำหรับใครหลายคน หลังจากบิลลี่หายตัวไป เหมือนกับโลกนี้หมุนเร็วขึ้น แต่สำหรับครอบครัวของ มึนอ โลกทั้งใบมันซ้ำซาก และดูช้าเสมอ ช้าทั้งเรื่องการสืบคดี ช้าทั้งเรื่องผลพิสูจน์เลือดในรถของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ที่รอผลตรวจว่าตรงกับดีเอ็นเอของสามีเธอหรือไม่ เวลาช้าลงที่แต่ละคืน เธอต้องนอนกับลูก ที่ไม่มีอ้อมกอดของสามี แต่เหนือสิ่งอื่นใด มึนอ รู้ดีว่า ไม่มีความเจ็บปวดใดหายไปจากใจ เพียงแต่ใครจะทนความเจ็บปวดได้มากแค่ไหน เท่านั้น เธอจึงต้องย้ำกับลูกเสมอว่า “เมื่อทำอะไรไม่ได้ดังใจต้องหัดอดทน ไม่ใช่เอะอะก็เรียกหาพ่อ หาแม่ ความสมบูรณ์แบบของคนๆ หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อทำอะไรได้ด้วยตัวเอง และแบ่งเวลาให้คนอื่นบ้าง โดยวันแม่ปีนี้ สิ่งเดียวที่เธอภาวนา คือ ให้ลูกเติบโตได้ด้วยตัวเอง และทำใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพ่อให้เร็วที่สุด

ส่วนบทบาทแม่อย่างเธอนั้น สมบูรณ์แบบแล้ว

———-
จารยา บุญมาก

Share.

Comments are closed.