เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน นายวิทยา แก้วบัวขาว ชาวบ้านตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่าในวันที่ 12 พฤศจิกายน ตนและชาวบ้านหนองกินเพล ได้เตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมาราชการในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขอให้เร่งรัดให้กรมที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบทับที่ของตน

นายวิทยากล่าวว่า ตนเป็นลูกของนายโทน แก้วบัวขาว โดยพ่อของตนได้เข้าจับจองที่ดินทำกินตั้งแต่ พ.ศ.2510 โดยมีเอกสารใบจับจองชัดเจนและทำประโยชน์ในที่ดินมาโดยตลอด ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2512-2513 ได้มีนายทุนที่เป็นนักการเมืองเข้ามาหาเสียงในหมู่บ้าน โดยอ้างว่าหากเลือกเขาเข้าไปเป็นส.ส.จะดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ให้ และต่อมาเมื่อนักการเมืองรายนี้ได้รับเลือกเข้าไปได้ให้ชาวบ้านไปร่วมกันลงชื่อที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน

“ตอนนั้นมีการออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้าน 5 ราย และเขาได้เปลี่ยนจากการขอออกโฉนดให้ชาวบ้านเป็นการขอซื้อแทน ชาวบ้านบางส่วนยอมขาย แต่ส่วนใหญ่ไม่ขาย ที่สำคัญคือคนที่ขายก็ไม่ได้เงินเพราะจ่ายเป็นเช็ค แต่เช็คเด้ง พ่อของผมไม่เคยขายที่ดินผืนนี้เลย แต่กลับถูกนำไปออกโฉนดทับโดยสำนักงานที่ดินอำเภอวารินฯ ซึ่งครั้งนั้นได้มีการออกโฉนดให้นายทุนถึง 1 หมื่นไร่ ผมได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานต่างๆ มานานนับสิบปี แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงได้ทูลเกล้าถลายฎีกาผ่านสำนักราชเลขาธิการฯ และสำนักราชวัง และได้รับคำแนะนำให้ฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครอง เพื่อให้ตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์” นายวิทยา กล่าว

นายวิทยากล่าวว่า ตนจึงยื่นฟ้องกรมที่ดินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกมาทับที่ของตน โดยให้ดำเนินการภายใน 90 วัน แต่จนบัดนี้เลย 90 วันแล้ว สำนักงานที่ดินอำเภอวารินฯ ก็ยังไม่ดำเนินการใดๆ และยังขอขยายเวลาออกไปอีก 90 วัน

“ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะกว่า 20 ปีที่ต่อสู้มา เราต้องทุกข์ลำบาก แม่ผมได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจเป็นอย่างมากจนล้มป่วยและเสียชีวิตเมื่อปี 2553 ลูกคนโตต้องลาออกจากโรงเรียน ผมเองก็ต้องติดคุกเพราะถูกเขาฟ้องต่อศาลยุติธรรมว่าบุกรุกที่ ทั้งๆ ที่เป็นที่ดินของผมเอง แต่แทนที่เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งออกมาแล้ว หน่วยงานราชการจะเร่งกันให้ความเป็นธรรมและเยียวยาพวกเรา กลับยื้อออกไปอีก” นายวิทยา กล่าว

นายวิทยากล่าวว่า ที่ดินที่บิดาได้มอบให้ตนนั้นมี 80 ไร่ แต่นายทุนได้แบ่งขายเป็นแปลงๆ แต่ไม่มีใครเข้ามาทำประโยชน์เพราะตนใช้ทำมาหากินอยู่ ซึ่งหลายครั้งที่ผู้ซื้อคนต่อมาเข้ามาถาม ก็บอกว่าที่ดินผืนนี้เป็นของตน บางคนเมื่อทราบก็เอาไปหลอกขายผู้อื่นอีกทอด อย่างไรก็ตามในส่วนของชาวบ้านรายอื่นๆ นั้น เดิมทีมีหลายสิบครอบครัวได้ร่วมกันต่อสู้ แต่ต่อมานายทุนได้เข้ามาเจรจาต่อรอง เช่น บางรายมีที่ดิน 30 ไร่ นายทุนบอกว่ายอมคืนให้ 15 ไร่และอีก 15 ไร่ให้ซื้อคืนในราคาถูก ซึ่งชาวบ้านก็ยอม เพราะไม่อยากขึ้นศาล แต่มีชาวบ้านอยู่ 8 ราย ที่ร่วมกันต่อสู้และไม่ยอมซื้อคืนเพราะถือว่าเป็นที่ดินของตัวเอง

“ผมคิดว่าการออกเอกสารสิทธิ์ให้นายทุนครั้งนี้ มีความไม่ชอบมาพากลอยู่มาก เพราะเป็นการออกโฉนดทับที่ดินชาวบ้านนับหมื่นไร่ โดยที่ชาวบ้านไม่ทราบมาก่อน เรื่องนี้ดีเอสไอก็ลงมาตรวจสอบแล้ว และยืนยันว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ดังนั้นภาครัฐจึงน่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบหาผู้กระทำความผิดด้วย เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอย่างแสนสาหัส” นายวิทยา กล่าว

อนึ่ง เรื่องราวของชาวหนองกินเพลและการถูกออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ทำกิน ได้เป็นกรณีศึกษาในกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง ม.ร.ว.อคิน ระพีพัฒน์ และคณะได้ลงพื้นที่ทำการวิจัยในหัวข้อ ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมคดีที่ดินราษฎรยากจน อ่านรายละเอียดได้ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=4814

————————

letter1

letter2

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.