
เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2559 เวลา 09.00 น. ที่หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค พร้อมด้วยชาวบ้านผู้ประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัยประมาณ 100 คน เดินทางมาติดตามความคืบหน้าในการออกโฉนดชุมชนให้กับ 4 ชุมชนนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ ประกอบด้วย 1.ชุมชนเพชรคลองจั่น เขตบึงกุ่ม 2.ชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ เขตวัฒนา 3.ชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง และ 4.ชุมชนหลวงวิจิตร เขตคันนายาว ตามที่เคยได้มีการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาชุมชนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะต่อ กทม. มาก่อนหน้านี้ โดยชาวบ้านยืนยันว่าต้องการให้ กทม.เปิดการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อนำไปสู่มหานครแห่งโอกาสของทุกคนโดยเร็ว ซึ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นมากว่า 2 ปีแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว ถือเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาแต่กลับไม่เคยเปิดประชุมเลย จนทำให้การออกโฉนดชุมชนไม่คืบหน้า
นายคมสันติ์ วิจิตรจันทร์ ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการประสานงานโฉนดชุมชนได้ผ่านความเห็นชอบให้มีการออกโฉนดชุมชนให้แก่ 4 ชุมชนนำร่องในเขตกรุงเทพฯ เรียร้อยแล้ว และมีการผ่านกระบวนการประชาพิจารน์เพื่อขอสัมปทานของสำนักงานเขตแล้ว 2 ชุมชน คือ ชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ และชุมชนโรงหวาย แต่ยังติดปัญหาในขั้นตอนการให้สัมปทานที่ดินสาธารณะจาก กทม. ชาวบ้านจึงร้อนใจและมีความกังวลว่า หากรัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนนโยบายเรื่องนี้ หรือหากมีการเดินหน้านโยบายที่เป็นการไล่รื้อคนจนออกจากที่ดินสาธารณะในอนาคตแล้ว อาจจะส่งผลต่อแนวทางแก้ปัญหาของโฉนดชุมชน ซึ่งถือเป็นความหวังของคนจนในเมือง ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคง ชาวบ้านจึงต้องการเร่งให้ กทม. เปิดประชุมคณะกรรมการฯ ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อร่วมหารือแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน
ด้านนางจุติอร รัตนอมรเวช ตัวแทนชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ กล่าวว่า ต้องการให้กระบวนการออกโฉนดชุมชนในกรุงเทพฯ เดินหน้าต่อจนสำเร็จ เพราะโฉนดชุมชนนำร่องที่จะเกิดขึ้นนี้ นอกจากเป็นหลักประกันความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้แก่คนจนในเมืองแล้ว ยังจะเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาให้กับชุมชนเมืองอื่นๆ หรือหน่วยงานของรัฐได้เห็นว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ เพราะที่ผ่านมามีเพียง 2 ชุมชนที่เชียงใหม่กับนครนายกเท่านั้นที่สามารถออกโฉนดชุมชนได้ แต่นั่นเป็นรูปแบบของชุมชนชนบท

“ชาวบ้านไม่ได้ต้องการจะยึดพื้นที่สาธารณะเป็นสมบัติของตัวเอง แต่แค่ขอใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะ ให้คนจนได้อาศัยอยู่อย่างถูกกฏหมาย”
ส่วนนางปทุม หมั้นหลำ ตัวแทนชุมชนโรงหวาย กล่าวว่า ครอบครัวย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนโรงหวายตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับครอบครัวอื่นๆ ที่มาจากต่างจังหวัดเพื่อมาหางานทำในกรุงเทพฯ โดยอาศัยที่ว่างข้างลำรางสาธารณะปลูกบ้านหลังเล็กอยู่กัน แต่เมื่อเมืองมีการพัฒนาเจริญขึ้น ชาวบ้านเริ่มถูก กทม.ฟ้องขับไล่เรื่อยมา จนยุคผู้ว่าฯ พิจิตร รัตนกุล เข้ามาดูปัญหาในพื้นที่และได้บอกกับชาวบ้านว่า คนอยู่คู่กับคลองได้ ทำให้ชาวบ้านมีความหวังและร่วมกันพยายามขอออกโฉนดชุมชน จนตอนนี้อายุ 77 ปี และสู้เรื่องนี้มาร่วม 20 ปี แล้ว จึงอยากนอนตายตาหลับ ให้ลูกหลานได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ไม่ต้องถูกไล่รื้อให้ไปอยู่ที่อื่น
ขณะที่หนึ่งในชาวบ้านที่มาในวันนี้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ชุมชนคลองเสือน้อย เขตลาดพร้าว กำลังถูกไล่รื้ออย่างไม่เป็นธรรม มีเจ้าหน้าที่นำหมายศาลไปติดและแจ้งชาวบ้านให้ย้ายออกภายใน 15 วัน หากไม่ยินยอมจะให้ทหารเข้ามาจัดการรื้อถอนและนำข้าวของขายทอดตลาด และมีการกดดันชาวบ้านที่เป็นพนักงานของ กทม.ว่าหากไม่ยอมย้ายออกไปจะถูกให้ออกจากงาน ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นชาวบ้านถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งที่หน้าที่ กทม. ที่ควรจะทำ คือการจัดสรรที่ดินสาธารณะที่มีอยู่อย่างมากมายให้แก่ผู้ที่ประสบปัญหาด้สนที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม
กระทั่งเวลาประมาณ 11.00 น. มีนายบรรลือ สุกใส ผู้อำนวยการกองพัฒนาชุมชน สำนักพัฒนาสังคม เป็นตัวแทน กทม. มาพบกับชาวบ้านที่หน้าอาคาร ศาลาว่าการ กทม. โดยกล่าวกับชาวบ้านว่า กระบวนการการออกโฉนดชุมชนใน 4 ชุมชนนำร่อง ไม่ใช่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ตามที่ชาวบ้านเข้าใจ เพียงแต่กระบวนการมันเกี่ยวเนื่องกับหลายหน่วยงาน และต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ จึงต้องขอให้ชาวบ้านเข้าใจด้วย ส่วนขอเรียกร้องที่ชาวบ้านเสนอให้มีการเปิดประชุมคณะกรรมการฯ นั้น ขอกำหนดเป็นวันที่ 26 มกราคมนี้ ที่ศาลาว่าการ กทม.ซึ่งจะมีการส่งหนังสือเชิญตัวแทนอย่างเป็นทางการไปที่ชุมชนอีกครั้ง.