Search

บันทึกการปฏิวัติกะเหรี่ยง ค.ศ.1947-2008 ตอนที่ (4) สมรภูมิอินเส่ง

note2

ก่อนที่ประเทศพม่าจะได้รับเอกราชคืนจากอังกฤษอย่างเต็มตัว นายพลอองซาน ได้ลงนานในข้อตกลงเพื่อให้อังกฤษยังคงมีอำนาจช่วยดูแลเรื่องงานความมั่นคงและเศรษฐกิจต่อ ในวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1947 กระทั่งวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1948 อังกฤษได้มอบเอกราชคืนแก่ประเทศพม่า ฝ่ายผู้นำกะเหรี่ยงเองได้ออกประกาศในวันถัดมาว่า วันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1948 วันนี้เป็นวันประกาศอิสรภาพของประชาชนกะเหรี่ยง

ซอ บะอูจี คนที่ 3 จากขวา ในวันที่เข้าพบ อู นุ นายกรัฐมนตรีพม่า ในการเจรจาสงบศึกอิงเส่ง ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1949
ซอ บะอูจี คนที่ 3 จากขวา ในวันที่เข้าพบ อู นุ นายกรัฐมนตรีพม่า ในการเจรจาสงบศึกอิงเส่ง ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1949

ต่อมาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1948 ประชาชนกะเหรี่ยงกว่า 400,000 คน รวมตัวกันเรียกร้องให้มีการประกาศรับรองประเทศกะเหรี่ยง โดยมีข้อเสนอต่างๆดังนี้

1. ให้มีการประกาศรับรองประเทศกะเหรี่ยงทันที
2. ให้ความเท่าเทียมระหว่างประชาชนกะเหรี่ยงกับพม่าทันที โดยใช้คำว่า ให้กะเหรี่ยง 1 บาท พม่า 1 บาททันที
3. ประชาชนกะเหรี่ยงไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนชาติ
4. ประชาชนกะเหรี่ยงไม่ต้องการให้เกิดสงครามภายในประเทศ

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนั้นประชาชนกะเหรี่ยงต้องการที่จะแสดงออกทางการเมือง เรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมและเสรีภาพให้กับตนเองเท่านั้น จากนั้นในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 1948 สหภาพกะเหรี่ยง KNU จัดการประชุมใหญ่ประจำปีขึ้นที่เมืองย่างกุ้ง ระหว่างนั้น อู นุ นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศพม่า เชิญ ซอ บะอูจี ทานอาหารร่วมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับการขอประเทศของกะเหรี่ยง โดย อู นุ เสนอกับ ซอ บะอูจี ระหว่างมื้ออาหารว่า แนวทางที่กะเหรี่ยงจะได้ประเทศนั้นมีเพียง 2 วิธี คือ 1. ส่งตัวแทนกะเหรี่ยงเข้าไปดำเนินการในรัฐสภา และ2. ใช้กำลังรบด้วยอาวุธ ซึ่ง อู นุ เสนอว่าจะนำเรื่องขอประเทศกะเหรี่ยงเข้าไปคุยในรัฐสภา

ขณะเดียวกันในการประชุมประจำปีสหภาพกะเหรี่ยง KNU มีมติว่าหากไม่ได้ประเทศ ประชาชนกะเหรี่ยงพร้อมเข้าสู่สงครามเพื่อขอประเทศ ต่อมาในวันที่ 10 มีนาคม ตัวแทนสหภาพกะเหรี่ยง KNU ประกอบด้วย ซอ บะอูจี, สร่า สะโถ่, ซอ ส่าเด, มาน จี่โทนอ่อ และ ซอ แบเล่ ได้เข้าไปหารือกับตัวแทนของกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์อีกครั้งซึ่งประกอบด้วย อู นุ, อู โพโก, อู โอ และ อู เวเผ่ ซึ่ง อู นุ ได้แจ้งผลการประชุมรัฐสภากับตัวแทนกะเหรี่ยงว่า “เราไม่สามารถมอบประเทศให้ได้ ถ้าคนกะเหรี่ยงจะรบกับคนพม่า คนพม่าพร้อมจะรบตอบ” หลังจากการพบปะกันครั้งนี้ หนังสื่อพิมพ์พม่าเริ่มเขียนข่าวโจมตีสหภาพกะเหรี่ยง KNU อย่างต่อเนื่อง

วันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1948 กลุ่มทหารขาว (เย บ่อ พยิ่ว) ก่อการกบฏต่อกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ และนำกำลังพลหนีเข้าป่า ซึ่งต่อมากลุ่มทหารขาวได้ประกาศชื่อใหม่ในนาม พรรคคอมมิวนิสต์พม่า (Burma Communist Party – BCP)ในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1948

ช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1948 กองพันที่ 1 กับ กองพันที่ 3 ของกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ จากเขตเมือง ตะแยะ, มินกาลาดอง ก่อการกบฏและทำการรบกับทหารกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ กระทั่งพวกเขาอ่อนกำลังลง กลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ จึงขอกำลังสนับสนุนจากสหภาพกะเหรี่ยง KNU และ องค์กรปกป้องชาติกะเหรี่ยง KNDO เพื่อช่วยทำการรบและคุ้มกันเมืองย่างกุ้งรวมถึงเมืองใกล้เคียงต่างๆ

วันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน ค.ศ. 1948 องค์กรปกป้องชาติกะเหรี่ยง KNDO ได้รวมกำลังกับ องค์กรปกป้องชาติมอญ Mon National Defense Organisation (MNDO) ทำการยึดเมืองมะละแหม่ง, ตะโถ่ง, ส่วยจิน และจ๊อกจี ต่อมา กลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ ทำการหารือกับ สหภาพกะเหรี่ยง KNU เพื่อขอเมืองต่างๆที่ยึดไว้คืน โดยตกลงที่จะไม่ทำการรบกันอีก กะเหรี่ยงจึงคืนเมืองต่างๆที่ยึดไว้ให้ แต่หลังจากนั้นทหารกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ทำการข่มแหงประชาชนกะเหรี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1948 กลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ ทำการยึดคืนอาวุธทั้งหมดจาก สารวัตรทหาร Union Military Police (UMP) และเจ้าหน้าที่ป่าไม้กะเหรี่ยง หลังจากนั้นไม่นานก็เข้าจับกุมผู้นำองค์กรปกป้องชาติกะเหรี่ยง KNDO ในเขตเมือง มะละแหม่ง, ทวาย, ตายาวดี และฮอกะติ รวมถึงพื้นที่อื่นๆด้วย ต่อมาในวันที่ 25 ธันวาคม ขณะที่ชาวบ้านในหมู่บ้านปะเลาะ เขตจังหวัดทวาย ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส ทหารหน่วยเคลื่อนที่เร็วของกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ทำการจู่โจมกะทันหัน เหตุการณ์ครั้งนี้ชาวบ้านที่ร่วมงานเสียชีวิตจำนวนมากรวมทั้งเด็กและผู้หญิง

———————————————————

เข้าสู่ยุคการปฏิวัติกะเหรี่ยงแบบเต็มตัว – สงครามอิงแส่ง ค.ศ. 1949

เหตุการณ์ช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 1949 กลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ ออกประกาศว่า สหภาพกะเหรี่ยง KNU เป็นองค์กรที่ผิดกฎหมาย จากนั้นมีการใช้กำลังทหารเข้าปลดอาวุธทหารของสหภาพกะเหรี่ยง KNU รวมถึงทำการจับกุมผู้นำกะเหรี่ยงหลายคนไว้

วันที่ 20 มกราคม เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “กรณีตะนะจอง” ในครั้งนั้นทหารหน่วยเคลื่อนที่เร็วของกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ เข้าไปทำการปล้นสะดมบ้านเรือน ทำร้ายชาวบ้าน ทำการข่มขืน ฆ่า และเผาบ้านเรือนคนกะเหรี่ยงในหมู่บ้านตะนะจอง

วันที่ 28 มกราคม ทหารหน่วยเคลื่อนที่เร็วของกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ เข้าทำการปิดล้อมสำนักงานใหญ่สหภาพกะเหรี่ยง KNU รวมถึงชุมชนกะเหรี่ยงได้แก่ เขตอะโหล่ง, เขตซาโจง และเขตตะเทโกง ทำการประกาศพูดจาเหยียดหยามชาวกะเหรี่ยง และเจตนากราดยิงปืนแบบไม่มีเป้าหมาย ทำให้ชาวบ้านทั้งหญิงและชาย เสียชีวิต 10 คน รวมถึงทำการปล้นสะดม และเผาบ้านชาวบ้านกะเหรี่ยงไปจำนวนหนึ่ง

เช้า 31 มกราคม กลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ ออกประกาศว่า สหภาพกะเหรี่ยง KNU เป็นองค์กรที่ผิดกฎหมาย และเริ่มเข้าทำการรบเต็มรูปแบบที่เมืองตะมาย และกองบัญชาการกลางองค์กรปกป้องชาติกะเหรี่ยง KNDO ในเขตเมืองอินเส่ง ในที่สุดประชาชนกะเหรี่ยงต้องทำการปกป้องตนเอง และก่อการปฏิวัติต่อด้านกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ของพม่า ปฏิบัติการโจมตีกองบัญชาการกลางองค์กรปกป้องชาติกะเหรี่ยง KNDO ในเขตเมืองอินเส่งนั้น กลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ตั่งเป้าว่าจะทำการเข้ายึดกองบัญชาการกะเหรี่ยงให้ได้ภายใน 3 วัน แต่ฝ่ายกะเหรี่ยงตอบโต้จนพม่าต้องถอยทัพ และกะเหรี่ยงยึดคืนคุกอินเส่ง, สถานีรถไฟ และโรงสีข้าวทั้งหมดได้ ในการรบครั้งนั้น หน่อ คริสต์ เป็นหนึ่งในผู้หญิงที่เข้าร่วมรบต่อต้านทหารพม่า

ในช่วง เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949 กองทหารคะฉิ่นพื้นที่ (1st Karen) นำโดย นายพล หน่องแซง เข้าร่วมรบกับกองทัพกะเหรี่ยง

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949 สหภาพกะเหรี่ยง KNU สามารถเข้ายึดสนามบินมินกาลาดอง รวมถึงเคื่องบิน และค่ายทหารทั้งหมด แต่ไม่ได้ทำลายสิ่งเหล่านั้น ในวันเดียวกันฝ่าย ทหารคะฉิ่นของ นายพล หน่องแซง จู่โจมพื้นที่คุมขังและช่วยทหารกะเหรี่ยงสังกัด สารวัตรทหาร UMP ได้ทั้งหมด 150 คน

ต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ทหารกะเหรี่ยง สนธิกำลังกับทหารคะฉิ่น สามารถเข้ายึดเมืองเม่ทีลา และจับกุมนายทหารพม่าได้บางส่วน ในวันเดียวกันมีเครื่องบินทหารพม่า 2 ลำเข้ามายังเมืองเม่ทีลา นายพล หน่องแซง เข้าทำการยึดไว้ และส่งกำลังพลคะฉิ่น และกะเหรี่ยง ขึ้นเครื่องบินทั้ง 2 ลำไปยังเมืองมยีโม๊ยะ เพื่อไปช่วยผู้นำกะเหรี่ยงที่ถูกจับกุมไว้ที่นั่น ซึ่งสามารถปฏิบัติการได้สำเร็จ

ขณะเดียวกันทางสหภาพกะเหรี่ยง KNU ทำกางฝึกพลแม่นปืน (Karen Rifle 1) ในพื้นที่เมืองตองกู และ(Karen Rifle 2) ในพื้นที่เมืองปยี่ เพื่อเข้ามาสนับสนุนการรบขององค์กรปกป้องชาติกะเหรี่ยง KNDO ในเขตเมืองอินเส่ง หลังการฝึกพลแม่นปืนกกองพันที่ 1 เดินทางมาเพื่อสนับสนุนการรบแต่ถูกสกัดไว้โดยทหารพม่าจึงต้องถอยทัพไปรวมกับกองพันที่ 2 จากนั้นหน่วยแม่นปืนเคลื่อนพลจะเข้าสนับสนุนการรบในพื้นที่อินเส่งอีกครั้ง แต่ถูกทหารกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ของพม่าลอบโจมตีระหว่างทางทำให้ทั้งสองกองพันทัพแตกไม่สามารถเข้าเขตเมืองอินเส่งได้

วันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1949 กลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ เชิญ สหภาพกะเหรี่ยง KNU คุยเพื่อขอสงบศึก เพื่อให้การพูดคุยครั้งนี้มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ อู นุ นายกรัฐมนตรีพม่า ได้เชิญ ทูตอังกฤษ Mr. Broker ทูตอินเดีย Dr. Rauf ทูตปากีสถาน Mr. M.D.Ali เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ โดยขอให้ มุขนายกโรมันคาทอลิก ชาวอังกฤษ Bishop West เขียนจดหมายเชิญ ซอ บะอูจี เพื่อให้เขาตอบรับคำเชิญ จากนั้น ซอ บะอูจี, มาน จี่โทน อ่อง และ ซอ แบเล่ พร้อมคณะ เดินทางไปพบและ อู นุ แจ้งกับคณะว่า “เกี่ยวกับเรื่องประเทศกะเหรี่ยงนั้น คณะกรรมการซอ บะอู ได้ดำเนินการเตรียมการเรื่องดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญแร่งด่วนคือ ยุติสงครามก่อน” ทางซอ บะอูจี เจรจาขอปลดอาวุธที่เป็นอาวุธหนักซึ่งมีจำนวนไม่มากออกก่อน และรับได้ในแนวทางข้อเสนอของกลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์

เมื่อ ซอ บะอูจี และคณะกลับมาถึงสำนักงานสหภาพกะเหรี่ยง KNU และแจ้งเรื่องการพูดคุยให้กับเหล่าผู้นำกะเหรี่ยง ฝ่าย มาน บะซาน และผู้นำองค์กรปกป้องชาติกะเหรี่ยง KNDO ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของฝ่ายพม่าที่ ซอ บะอูจี ได้ตกลงไว้ มาน บะซาน เดินทางกลับไปพบคณะที่เซิญอีกครั้ง และชี้แจงกับฝ่ายพม่าว่า ยอมรับไม่ได้ในข้อเสนอที่กลุ่มสันนิบาตเสรีประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์เสนอมา ทำให้ข้อตกลงที่ ซอ บะอูจี ไปเจรจาเป็นอันจบลง สงครามได้เกิดขึ้นอีกครั้ง

แต่ระหว่างที่มีการพักรบช่วงที่ผู้นำทั่งสองฝ่ายเจรจากันนั้น ทหารพม่าใช้จังหวะเคลื่อนไหวขยายพื้นที่ และลักลอบนำเข้าอาวุธมาจากประเทศอินเดีย รวมถึงชิงวางกำลังในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำแลโกล และเริ่มเปิดฉากโจมตีกองบัญชาการกลางองค์กรปกป้องชาติกะเหรี่ยง KNDO ในเขตเมืองอินเส่งก่อน โดยใช้อาวุธหนักโจมตีอย่างต่อเนื่อง

ในวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ทหารกะเหรี่ยงสามารถยึดเมืองทางภาคเหนือของประเทศพม่าได้หลายเมือง แต่เมืองเหล่านั้นไม่มีประชาชนกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ จึงถอนกำลังและคืนเมืองที่ยึดได้เหล่านั้น ส่วนหน่วยพลแม่นปืนที่ทางสหภาพกะเหรี่ยง KNU ส่งไปสนับสนุนการรบที่เมืองอินเส่งถูกลอบโจมตี ทั้ง 2 กองพันไม่สามารถเข้าสนับสนุนการรบที่อินเส่งได้ กองกำลังสหภาพกะเหรี่ยง KNU เขตเมืองอินเส่ง จึงจำยอมต้องถอยทัพออกจากเมืองอินเส่ง กองบัญชาการกลาง สมรภูมิอินเส่ง ใช้เวลารบกันทั้งหมด 111 วัน
/////////////////////