ดอยไตแลง : เมื่อช่วงวันที่ 17-18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะที่คนไทยกำลังเริ่มสัมผัสกับบรรยากาศลมหนาว และเตรียมเคาท์ดาวน์ต้อนรับปี 2553 พี่น้องชาวไทใหญ่บนยอดดอยไตแลง ในเขตรัฐฉาน ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ได้เริ่มต้นศักราชใหม่ 2104 อันเป็นปีของชนชาติไตกันอย่างคึกคัก

ลูกหลานที่ไปทำงานต่างถิ่น ทยอยเดินทางข้ามเทือกเขาลูกแล้วลูกเล่าเพื่อมา ‘ดำโหง’ หรือการดำหัวแสดงคารวะผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือของตน ครอบครัวที่กระจัดกระจายเพราะภัยความแร้นแค้นและภัยสงครามก็ได้มาพร้อมหน้า

ผู้เฒ่าชาวไทใหญ่คนหนึ่งเล่าให้ฟัง ว่า ชาวไทใหญ่ทุกคนมีภารกิจต้องช่วยเหลือชาติและปกป้องชาวไทใหญ่ด้วยกันเอง เนื่องจากรัฐบาลทหารพม่าเข้ามารุกรานและแย่งชิงทรัพยากร บางคนเข้าร่วมสู้รบในกองกำลังกอบกู้ชาติฯบางคนต้องออกไปประกอบอาชีพหารายได้ จากที่อื่น บางส่วนก็เข้าไปทำงานที่ฝั่งไทย ปีหนึ่งก็จะกลับมาพบหน้าครอบครัวสองครั้ง คือปีใหม่และช่วงเทศกาลสงกรานต์

ปี ใหม่ของชนชาติไต นับเริ่มหลังพุทธศักราชอยู่ราว 450 ปีโดยถือเอาปีที่คณะสงฆ์จากศรีลังกาได้อัญเชิญพระไตรปิฎกเข้ามาเผยแพร่ในดิน แดนขุนเขาแห่งนี้ และได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติมาตั้งแต่นั้น ที่ธงชาติยังปรากฏแถบสีเหลืองที่ด้านบนสุด หมายถึงพระพุทธศาสนา สะท้อนถึงความศรัทธาของผู้คนที่นี่ที่มีมาอย่างยาวนาน

ดอยไต แลง เป็นที่ตั้งชุมชนชองชาวไทใหญ่และยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกองกำลังกู้ชาติ S.S.A. มีผู้คนทั้งพลเรือนและทหารอยู่ราวหมื่นคน โดยมีพลเอกเจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉานเป็นผู้นำทั้งด้านการสู้รบและด้านจิตใจ

รุ่งเช้า วัน ที่ 18 บนเทือกเขาโดยรอบดอยไตแลงยังปกคลุมไปด้วยไอหมอกและลมหนาว พี่น้องไทใหญ่พากันนำเสื้อผ้าแบบอย่างประจำชาติสีสันสวยงามออกมาสวมใส่ ทยอยเดินเท้าไปรวมตัวกันเพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองปีใหม่บนลานพิธี ขณะที่บางคนเพิ่งตื่นจากคืนก่อนส่งท้ายปีที่ได้สนุกสนานอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นความรื่นเริงเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับความทุกข์ยากอันเป็นผลจาก การสู้รบที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ของ ขวัญปี ใหม่ที่เจ้ายอดศึกแจกจ่ายให้กับชาวไทใหญ่ปีนี้เป็นปฏิทินตีพิมพ์รูปเด็กน้อย สองคนขะมุกขะมอม คราบน้ำตาเกรอะใบหน้า จากเหตุการณ์ทหารพม่าบุกเข้าเผาทำลายบ้านเรือนของชาวไทใหญ่เมื่อช่วง 3 เดือนก่อน เหมือนต้องการย้ำเตือนถึงภารกิจหน้าที่ของชาวไทใหญ่ที่ต้องช่วยดูแลพี่น้อง ประชาชนในชาติของตัวเอง

“…ถ้า เราร่วมกันสู้ เราอาจจะลำบากในระยะสั้น ระยะยาวของเรา เราจะมีประเทศอยู่ ลูกหลานจะมีที่ปลูกบ้าน ได้เรียนหนังสือที่จะทำให้ชีวิตของเขารุ่งเรืองต่อไปในอนาคต เราเลือกที่จะต่อสู้กันแล้ว ก็มาร่วมกัน มันเหมือนนิ้วมือนิ้วเดียวจะไปกดหรือจิ้มใครก็ไม่เจ็บ แต่ถ้ารวมกันเป็นกำมือจะตีอะไรก็ได้ กำปั้นทุบหัวช้างได้…” ถ้อยคำช่วงหนึ่งของ พอ.เจ้ายอดศึก กล่าวบนเวทีงานปีใหม่

ช่วง เที่ยงวัน แสงแดดเพิ่งเริ่มส่องทะลุเมฆหมอกลงมา ความร้อนบนยอดดอยแตกต่างจากเมื่อช่วงเช้าลิบลับ แต่ดูจะเป็นเรื่องที่ชาวไทใหญ่ที่นี่รู้ดีและพร้อมรับสภาพ และคงเป็นเช่นเดียวกับการเตรียมพร้อมรับมือต่อสถานการณ์รุนแรงจากการสู้รบ ระหว่างกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และรัฐบาลทหารพม่า ซึ่งมีแนวโน้มจะปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาไม่นานหลังจากนี้.

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.