
จากเกษตรกรและนักดำปลิงมือฉมัง หญิงอูรักลาโว้ยผู้ผ่านการล่องเรือกับพ่อ-แม่จากหลีเป๊ะสู่เกาะลันตา เกาะพีพี เกาะบุโหลน แหลมตุ๊กแก และอีกหลายเกาะ กลายมาเป็นลูกจ้างรายเดือนเพื่อทำความสะอาดห้องพักให้นักท่องเที่ยวแปลกหน้า
จากไม่เคยรู้ว่าที่ดินมีราคา กลายมาเป็นผู้ต้องหาบุกรุกที่ดินราคาแพงเป็นล้าน และถูกขับไล่ให้รื้อถอนบ้าน สิ่งปลูกสร้างเดียวที่มีกำแพงและฝาผนังเป็นเพียงสังกะสีผุผัง และลังกระดาษ หรือป้ายโฆษณาแสนเก่า
จากเคยมีสิทธิ์วิ่งเล่นในพื้นที่ดิน หาดทราย ทะเลสีครามแทบทุกซอก ทุกมุมของชุมชนบนเกาะหลีเป๊ะทั้งอูเส็น สิเข่ง ตูโป๊ะ ปาดัก กลับกลายเป็นคนไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินลัดเลาะกำแพงคอนกรีต ที่ถูกอ้างกรรมสิทธิ์ครอบคลุมแทบทุกตารางนิ้ว

ฤดูกาลท่องเที่ยวผ่านเข้ามาอีกครั้ง เกาะหลีเป๊ะมีผู้คนมากหน้าหลายตามาเยือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา “มาชา หาญทะเล ” ยังคงงานยุ่งกับอาชีพรับจ้างเป็นแม่บ้านในรีสอร์ทดังแห่งหนึ่งที่หาดปาดไตปาดัก(หาดซันไรส์) เพื่อแลกกับเงินเดือน 9,000 บาท เลี้ยงยายวัยกว่า 80 ปี และน้าชายพิการทางสายตา หูหนวก ซึ่งช่วงนี้มาชาแทบจะแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นไม่ได้เลยเพราะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการอย่างคับคั่ง
จริงอยู่ที่ปริมาณนักท่องเที่ยวบนเกาะหลีเป๊ะสร้างรายได้มหาศาลให้กับผู้ประกอบการบนเกาะ แต่ไม่ได้มีผลกับมาชาและครอบครัว เพราะถึงแม้โรงแรม ที่พัก ร้านอาหารจะคิดค่าบริการราคาแพงแต่ค่าตอบแทนของมาชาคงเท่าเดิม เธอสารภาพตามตรงว่าเมื่อหักค่าน้ำค่าไฟและค่าใช้จ่ายอื่นๆ บนเกาะแล้ว เหลือเงินเก็บไม่ถึง 4,000 บาทต่อเดือน เงินเก็บทั้งหมดตั้งใจจะแบ่งเป็นค่าซ่อมบ้าน ซ่อมห้องน้ำ และฝันอยากมีโฮมเสตย์ราคาถูกๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ทุนต่ำ แต่ฝันนั้นไกลเกินเอื้อม เพราะมาชาเป็นคนเดียวที่ทำงานมีเงินเดือนเลี้ยงครอบครัว แต่เธอไม่เคยหยุดฝัน แม้จะผ่านปัญหาสารพัดก็ตาม
“เห็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวหลีเป๊ะ ส่วนมากใช้เงินเยอะ เราก็อยากจะให้คนมีรายได้น้อยมาเที่ยวได้บ้าง ก็ฝันอยากทำโฮมสเตย์เล็กๆ ไม่มีไฟฟ้า มีแค่..ตะเกียง ที่นอนธรรมดา แต่มันคงยากไปมั๊ง ตอนนี้เป็นลูกจ้างก่อน จะแก่ตายแล้วยังมีเงินนิดเดียวเอง คิดไปงั้นๆ แหละ เอาแค่มีสวนผักนิดหน่อยจะได้ไหมนะ ผักตายแทบหมดแล้ว ปีนี้ร้อนมาก น้ำในบ่อแห้งลงเรื่อยๆ แต่อย่าเพิ่งคิดไกลเลย นายทุนเขาไล่ทุกวันยังไม่รู้เลยจะไปอยู่ไหน เรื่องน้ำเก็บไว้ก่อน เรื่องโฮมสเตย์เก็บไว้ก่อน ศาลเขาไม่เชื่อว่าที่ดินตรงนี้ฉันอยู่ตั้งแต่เกิด ฉันก็เป็นคนตระกูลโต๊ะคีรี คนบุกเบิกเกาะนะ แต่เขาไม่ให้อยู่ฉันก็ไม่รู้จะทำไง” มาชา เล่าแบบขำๆ แม้ในใจจะมีแต่เรื่องทุกข์ร้อนก็ตาม
รายได้ที่มี มาชาต้องประหยัดเงินอย่างถึงที่สุดเพื่อดูแลยายและน้าในยามจำเป็น แต่ต่อมาเงินเก็บของมาชาต้องหมดลงเพราะเงินส่วนหนึ่งนำไปใช้ในการต่อสู้คดีที่ถูกนายทุนฟ้องขับไล่มาชากับญาติๆ ให้รื้อบ้านออกจากชุมชนสิเข่ง โดยผู้ฟ้องได้ฟ้องมาชากับพวกฐานความผิดร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และยื่นฟ้องตามคดีหมายเลขดำที่ 613/2559 ที่บุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ซึ่งมาชากับพวกถูกจำคุก 1 คืน ที่ศาลจังหวัดสตูล ก่อนจะได้รับการประกันตัวในวันต่อมา ด้วยความช่วยเหลือจากเงินบริจาคของชาวเลบนเกาะ และกองทุนยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม
“ตอนแรกที่ได้นอนคุกก็คิดแล้วว่ายายกับน้าคงต้องย้ายไปอยู่กับญาติคนอื่น ที่จริงก็ห่วงมาก กลัวจะเป็นภาระ ชาวเลบ้านเราเขาไม่ทิ้งกันฉันรู้ แต่ตอนนี้อะไรๆ ก็แพง จะเลี้ยงกันยังไงไหว ค่าไฟเป็นพันต่อเดือน แม่กับน้าทำงานไม่ไหวแล้วจะอยู่กับใคร ก็เป็นภาระนะ ถ้าฉันแพ้คดี คือเรียกว่า กรรมเวรแล้วกัน สู้ไม่ไหว” มาชาพูดอย่างสิ้นหวัง

พฤษภาคมนี้ศาลจังหวัดสตูลนัดทั้งผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องไกล่เกลี่ยกันอีกครั้ง แต่มาชายังไม่กล้าหวังอะไรมากนัก เพราะที่ผ่านมา ชุมชนเก่าทั้งเกาะล้วนถูกทุนรุกรานแม้กระทั่งบ่อน้ำ คลองประจำชุมชนก็ถูกถมดินทับเพื่อสร้างอาคารหลังใหม่ พร้อมสร้างกำแพงทางเดินประจำรีสอร์ท กระทั่งทางสาธารณะบนเกาะเหลือเพียงสายเดียว และที่ผ่านมาชาวเลอูรักลาโว้ยแพ้เกือบทุกคดี
ยุคทองของการท่องเที่ยวบนเกาะหลีเป๊ะเกิดขึ้นต่อเนื่องภายหลังเหตุการณ์สึนามิปี 2547 ความเจริญบนเกาะมาพร้อมกับปัญหาการแย่งทรัพยากรทั้งที่ดิน ป่าไม้ น้ำดื่ม น้ำใช้ ราคาที่ดินทั้งเช่า ทั้งขายราคาแพงเสียจนนายหน้าบางรายร่ำรวยจนผิดปกติ ส่งผลให้ค่าครองชีพบนเกาะสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย ราคาที่พัก อาหาร และค่าบริการต่างๆ เช่น ค่าเรือ ค่าดำน้ำ ขึ้นลงตามอำนาจการตัดสินใจของผู้ประกอบการ แม้แต่ค่าบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างค่าไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในความดูแลของรัฐก็ยังแพงลิ่ว ครัวเรือนเล็กๆ อย่างมาชายังต้องจ่ายถึงเดือนละประมาณ 1,200 บาท ขณะที่ราคาน้ำดื่มในครัวเรือนมาชาบางเดือนก็ 600-700 บาท

“ถ้ามีใครไปเอาน้ำที่อาดัง เราก็ขอร่วมจ่ายค่าน้ำมันเรือไป ฉันไม่มีเรือของตัวเอง จะตั้งปั๊มน้ำไฟฟ้าไว้ใช้ก็ไม่มีเงินพอจะจ่ายค่าไฟ เราก็เลยต้องทนๆ กันไป ไม่ได้ลำบากอะไรมาก ลำบากเรื่องเงินเนี่ยแหละ ถ้าไม่มีคนนำเรือไปกรอกน้ำ พวกเราก็ซื้อน้ำถังใหญ่มาดื่มถังละ 25-30 บาท ต่างจากเมื่อก่อนที่อูรักลาโว้ยนี่ไม่มีเงินเลยอยู่ได้เฉยนะ มีแต่น้ำ ป่า ปลา ทะเล แต่ช่างเถอะ โลกเปลี่ยนแล้ว เราสู้ความเจริญไม่ได้ นั่งเสียดายอดีตมันไม่มีความสุขหนิ ถ้าไม่เป็นลูกจ้างก็ไม่มีกิน”

รีสอร์ทที่มาชาทำงานอยู่เคยเป็นหน้าหาดกว้างใหญ่ เป็นสนามเด็กเล่นที่เด็กๆ ชาวเลใช้ประโยชน์อย่างอิสระ แต่ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่สงวนสำหรับนักท่องเที่ยวภายนอก ส่วนชาวเลอูรักลาโว้ยคือแรงงานไร้ฝีมือ ทั้งๆ ที่อดีตเป็นดั่งผู้เชี่ยวชาญทางทะเล พรานปลา มีภูมิปัญญา มีวัฒนธรรมที่เกี่ยวโยงกับธรรมชาติมากมาย
ขณะที่รูติ หาญทะเล ยายของมาชาวัยกว่า 80 ปี ที่ป่วยเป็นต้อกระจกมาหลายปี เล่าว่า ตอนนี้มีโอกาสได้เห็นทะเลหลีเป๊ะราวปีละ 2 ครั้งคือช่วงลอยเรือ รู้สึกตกใจที่บางปีเจอขยะเต็มเกาะ ตกใจที่มีคนมาอยู่มากมาย เดิมทีสิเข่งเคยเป็นชุมชนชาวเลที่สงบสุข มีต้นมะพร้าว ต้นจิกทะเลเยอะกว่าคน น้ำทะเลใสสวย ลานจอดเรือกว้างๆ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว
แม่เฒ่ารูติ รู้ดีว่าวันนี้ทุนใหญ่เข้ามา แต่ไม่รู้ว่าลูกหลานชาวเลจะต้องลำบาก
“บางคืนมีชาวเลหลายคนเดินผ่านหน้าบ้านไปดูเรือกลางดึก คืนฝนตก บางคนเอากระสอบไปนอนเฝ้าหาดเพราะกลัวคนแอบตัดเชือกผูกเรือ เขาว่ามันจะทำให้คนสะดุดล้ม ชาวเลบางคน โดนไล่ออกมานะ เขาว่าที่เขาหนิ ไม่ให้เราไปเดิน ไปนอน” ผู้เฒ่าเล่าถึงวิถีชีวิตที่ชาวเลต้องแบกรับ

ช่วงการท่องเที่ยวนี้ชาวเลหลายคนต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อยังชีพ บางคนก็ขับเรือรับจ้างนักท่องเที่ยว ใครที่สื่อสารภาษาได้น้อยทำได้แค่รับจ้างขับเรือให้ลูกค้าในโรงแรมที่คิดค่านายหน้าแพงกว่าราคาจริง 1-2 เท่า แต่บางคนเลือกหลีกหนีความวุ่นวายไปอยู่เกาะอาดังเพื่อวางลอบปลาหมึก และตัดหวายมาสานเครื่องมือหาปลา เรียกได้ว่า ใครยอมเดินตามเกมกระแสนิยมท่องเที่ยวก็ทนอยู่แบบถูกเอาเปรียบบ้าง ใครปรับตัวไม่ได้ มักจะใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมคือ หาปลา ดำปลิง ดักหมึกขาย
การท่องเที่ยวบนหลีเป๊ะ ปัจจุบันนี้เป็นแหล่งตักตวงผลประโยชน์ของนายทุนมากหน้าหลายตา แต่ชาวเลผู้บุกเบิกเกาะกลายเป็นแค่แรงงานที่ถูกรีดหัวคิวจากนายหน้า โดยที่รายได้แทบไม่ตกถึงชุมชนเลย

“จง สืบสันติศาสตร์” ผู้ขับเรือรับจ้าง จึงเริ่มหาช่องทางทำมาหากินใหม่ โดยการฝึกพูดภาษาอังกฤษให้พอสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ เขาลงทุนซื้อหน้ากากดำน้ำ(snorkeling) แล้วเชิญชวนนักท่องเที่ยวไปดำน้ำใกล้ๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยคิดค่าบริการรวมค่าเรือรอบละ 1,500 บาท จะดำน้ำแบบเดี่ยวหรือกลุ่ม ตามแต่ปรารถนาของลูกค้า (1-6 คน) จงก็ยินดีบริการ ระยะหลังมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ทำให้จงมีรายได้เลี้ยงครอบครัว
“ไม่มีใครมาซื้อทัวร์ ผมไปหาปลา หาหมึก ต้องอยู่ให้รอด บางคนเขามาถามทางผมก็ชวนเขาดำน้ำเลย เขาถามว่าทำไม ผมคิดค่าบริการถูก ผมก็ตอบแค่ว่า เอาแค่ค่าน้ำมัน เพราะทะเลและหาดทรายควรเป็นที่สาธารณะ”
“จง”เป็นชาวเลวัยหนุ่มรุ่นใหม่ ที่เริ่มหาทางอยู่รอดในยุคของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลืนกินเกาะซึ่งชาติพันธุ์ชาวเลได้บุกเบิก แม้เขาไม่เคยซึมซับอดีตอันสงบสุข เหมือนรุ่นปู่ ย่า ตายาย แต่จงมั่นใจว่า “ความเข้มแข็งของชุมชน คือกำแพงสำคัญที่จะปกป้องชีวิตชาวเลได้”
ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจท่องเที่ยวเท่านั้นที่เบียดขับชาวเล แม้แต่ความเชื่อ วัฒนธรรม หรือชื่อเก่าแก่ที่ชาวเลเรียกขานหาดแต่ละแห่งในอดีตแทบไม่ถูกบันทึกไว้ในข้อมูลการท่องเที่ยวเกาะหลีเป๊ะให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาเลย
ละออง หาญทะเล เล่าว่า นักท่องเที่ยวหลายคนเดินเข้ามาถามทางบ่อยในชื่อใหม่ ซึ่งละอองใช้เวลานานในการทำความเข้าใจ เนื่องจากไม่เคยรู้ว่า ชื่อชายหาดนั้นเปลี่ยนไปทุกแห่งอย่างไรบ้าง จำได้แต่ชื่อเก่าที่บรรพบุรุษเคยเรียกที่จำแม่นคือ ปาไตปาดัก ปาไต แปลว่า หน้าหาด ชายหาด ส่วนปาดักเป็นชื่อชุมชนที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะ ใกล้ๆ กับโรงเรียนเกาะอาดัง-หลีเป๊ะ

ผู้เฒ่าและนักวิชาการหลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่า ปัจจุบันมีชื่อชายหาดที่สำคัญเปลี่ยนไปตามยุคสมัย คือ 1 หาดพัทยา(Pattaya) อดีตคนอูรักลาโว้ยเรียกว่า ปาไตดาหยา คนใต้รู้จักในชื่อบันดาหยา ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเกาะ2 หาดซันไรส์(Sunrise) ชื่อเดิมเรียกตามชื่อชุมชนชาวเลที่สร้างบ้านหน้าหาด คือ ปาไตตูโป๊ะ ปาไตปาดัก ปาไตอูเส็น ปาไตสิเข่ง แต่ชาวต่างชาติใช้ชื่อภาษาอังกฤษตามทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น 3 หาดซันเซ็ท(Sunset)ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ เดิมชื่อหาดประมง เป็นแหล่งจอดเรือเชียงที่ชาวเลเคยใช้เพื่อออกหาปลาในอดีต ซึ่งทุกวันนี้มีร้านอาหารและที่พักหลายแห่งจับจองหน้าหาดเป็นสมบัติส่วนตัว ขณะที่ชาวเลหลายชีวิตต้องจอดเรือหน้าหาดและเฝ้าเวรยาม เฝ้าเรือเพราะห่วงว่าน้ำขึ้น น้ำลง หรือหน้ามรสุม ลมแรง คลื่นสูงอาจทำให้เรือได้รับความเสียหาย

มรสุมทางทะเลอาจจะยังพอรับมือไหว ภัยธรรมชาติเข้ามาก็ยังพอให้อภัย แต่สิ่งที่น่ากลัวว่านั้นชาวเลลือกันหึ่งว่า ขณะนี้หน่วยงานราชการหลายฝ่ายเริ่มออกนโยบายจัดระเบียบเรือ โดยอาจจะเริ่มมีคำสั่งห้ามจอดเรือขวางภูมิทัศน์ริมหาดทั่วไป แต่จะมีการจัดบริเวณจอดเรือถาวรที่ไม่รบกวนนักท่องเที่ยว ขณะที่นายทุนบางรายก็วางอำนาจขู่ตัดเชือกผูกเรือทิ้งเพื่อให้เรือถูกคลื่นซัดออกไป
กลางดึกช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ชาวเลหลายชีวิตจึงออกมานอนเฝ้าเรือของตัวเอง เป็นภาพที่ยิ่งดูยิ่งน่าหดหู่ ข้อมูลดังกล่าวมีการร้องเรียนและคัดค้านหลายครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่หากเกิดขึ้นจริง เป็นสิ่งที่น่าคิดว่า “หลีเป๊ะ เหมาะแล้วหรือจะเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวต่อไป” หรือถ้าจะขนานนามของเกาะหลีเป๊ะเช่นนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ทางการจะจัดระเบียบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ปราบการลงทุนที่เอาเปรียบคนท้องถิ่น และปฏิวัติระบบการประกอบการใหม่ ให้ชาวเลอูรักลาโว้ยผู้บุกเบิกเกาะหลีเป๊ะได้มีที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยมั่นคงมีคุณภาพชีวิตที่ทัดเทียมกับประชากรคนอื่นในสังคมบ้าง
โดย จารยา บุญมาก
1 คุณยายรูติ หาญทะเล
2 มาชา หาญทะเล
3
4
5
6
7 บรรยากาศท่องเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ
8